วันพุธที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

GREEN DIARY WEB น่าสนใจ


lift house 1
sol cinema solar powered movie house 2

วันเสาร์ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

มาบตาพุด แนะชาวบ้าน เผาขยะในชุมชน กลบกลิ่นพิษ โรงงานอุตสาหกรรม


แนะนำชาวบ้าน ให้เก็บกวาดชุมชน หมู่บ้าน หนุนชาวบ้านเผาขยะ เพื่อกลบกลิ่นจากโรงงานอุตสาหกรรม ที่อ้างบ่อยๆว่า สารอันตรายเกิดจากการเผาขยะ ไม่ได้มาจากโรงงาน เทศบาลออกพบปะชาวบ้าน แทนที่จะให้ความรู้ความเข้าใจ ที่แท้จริง ว่าโทษภัยสารเคมีอันตรายอะัไร เกิดขึ้นจากการเผาขยะ การหนุนให้ชาวบ้าน ตัดต้นไม้ เผาขยะ จึงไม่ควรมาจากหน่วยงานรัฐ

ภัยจากเผาขยะ

อันตรายใกล้ตัว

เรียบเรียงโดย น.อ.หญิง อัจฉรา จันทรอารีย์

ในขณะที่การเพิ่มจำนวนประชากรของโลกอันเนื่องมาจากการพัฒนางานด้านการแพทย์และสาธารณสุข ทำให้ชุมชนแออัด และขยายตัวไปในบริเวณชานเมืองอย่างรวดเร็ว ปัญหาที่ติดตามมาคือปัญหาขยะที่มีปริมาณมากขึ้น และยังมีกลิ่นเหม็นอันไม่พึงประสงค์ โดยเฉลี่ยทั่วไป ปริมาณขยะที่เกิดขึ้นจะมีมากถึง ๑ กิโลกรัมต่อคนต่อวัน แม้แต่ในประเทศไทยเองปัญหาที่เกิดจากขยะ และปัญหาในการจัดการขยะของทางราชการก็ยังยืดเยื้อ คาราคาซังตลอดมา เนื่องจากชุมชนในพื้นที่บริเวณใกล้เคียงสถานที่ที่จะดำเนินการกลบฝัง หรือเผาขยะต่างหวั่นเกรงผลกระทบจากขยะกองมหึมา ที่จะมากองอยู่ใกล้บ้าน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเรื่องกลิ่น เรื่องน้ำเสียจากขยะที่ไหลซึม การหกหล่น เกลื่อนกลาดของเศษขยะ หรือการรื้อค้นของสุนัขในบริเวณที่พักอาศัย ของกรุงเทพมหานครเขตต่าง ๆ ได้จัดรถขยะวิ่งไปตามเส้นทาง ถนน ตรอก ซอก ซอย และชุมชนต่างๆ เพื่อให้บริการเก็บขยะ แต่ก็ยังไม่เพียงพอ ชุมชนบางแห่ง รถขยะของเขตไม่สามารถเข้าถึงพื้นที่ได้ จึงมีการเผาขยะเพื่อแก้ปัญหาขยะล้นบริเวณที่อยู่อาศัย โดยทำการเผาในที่จำกัด หรือในถังน้ำมันขนาด ๒๐๐ ลิตร โดยที่ไม่ทราบว่าจะเกิดสารอันตราย เนื่องจากการเผาไหม้ พลาสติค พีวีซี ที่อุณหภูมิต่ำ และขาดออกซิเจน สารอันตรายดังกล่าวคือ ไดออกซิน (Dioxin)

ไดออกซิน (Dioxin) คืออะไร

http://www.navy.mi.th/science/BrithDay46/imageDoc/dioxin1.gifโดยทั่วไปเมื่อกล่าวถึง ไดออกซิน จะหมายถึง 2,3,7,8 – Tetrachlorodibenzo – dioxin (TCDD) ซึ่งเป็น ๑ ใน ๗๕ ไอโซเมอร์ (Isomer) ของ PCDD ที่มีความเป็นพิษในสัตว์ทดลองมากที่สุด คนไทยรู้จักไดออกซินในชื่อวัตถุสีส้ม (Agent orange) ซึ่งเป็นสารเคมีกำจัดวัชพืชชนิดหนึ่ง แต่ทหารอเมริกันนำมาใช้ในสงครามเวียดนาม โดยนำมาผสมกับน้ำมันดีเซล แล้วฉีดพ่นทางเครื่องบินเพื่อให้ใบไม้ร่วง ประเทศไทยห้ามใช้สารเคมีนี้กำจัดวัชพืชตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๒๖ ส่วนสารเคมีอื่นที่มีสูตรโครงสร้างคล้ายไดออกซิน และเป็นสารที่มีความเป็นพิษสูงได้แก่ Polychlorinated biphenyls (PCBs) ซึ่งเป็นสารหล่อเย็นที่ใช้ในหม้อแปลงไฟฟ้า (Transformer)

สูตรโครงสร้างไดออกซิน

คุณสมบัติไดออกซิน

๑. เป็นผลึกไม่มีสี ไม่มีกลิ่น

๒. ละลายน้ำได้เล็กน้อย แต่ละลายได้ดีในไขมัน

๓. น้ำหนักโมเลกุล เท่ากับ ๓๒๑.๙๖

๔. จุดหลอมเหลว ๓๐๐ องศาเซลเซียส สลายตัวที่ ๗๐๐ องศาเซลเซียส

แหล่งกำเนิดของไดออกซิน

ปกติเรามักไม่มีการนำไดออกซินมาใช้โดยตรง แต่มักพบในรูปผลผลิตพลอยได้ (By product) ของปฏิกิริยาเคมี หรือกระบวนการเผาไหม้ที่มีคลอรีนเกี่ยวข้องในอุตสาหกรรม ได้แก่

๑. การเผาของเสียอันตรายทางการแพทย์ ขยะชุมชน หรือตะกอนจากการบำบัดน้ำเสีย

๒. เตาเผาซีเมนต์ที่มีการใช้ของเสียอันตรายเป็นเชื้อเพลิง

๓. การหลอมโลหะ หรือทำให้โลหะบริสุทธิ์ขั้นที่ ๑ หรือ ๒

๔. การผลิต การกำจัดสารเคมีประเภท Chlorinated plastic

โดยปกติมนุษย์จะได้รับไดออกซินเข้าสู่ร่างกายได้ ๓ ทาง คือ

๑. ทางผิวหนัง เมื่อสัมผัส

๒. ทางการหายใจ มักเกิดในเกษตรกรที่ฉีดพ่นยาฆ่าวัชพืช หรือพนักงานในโรงงานอุตสาหกรรม

๓. ทางปาก โดยปะปนในอาหารที่รับประทาน

ความคงตัวของไดออกซิน

ในกรณีอยู่ในสิ่งแวดล้อมธรรมชาติ ไดออกซินจะถูกทำลายโดยแสงแดด เรียกขบวนการนี้ว่า Photo degradation หากอยู่ภายใต้แสงอุลตราไวโอเลต ไดออกซินจะมีครึ่งชีวิตประมาณ ๑ ๓ ปี แต่หากอยู่ใต้ผิวดิน จะมีครึ่งชีวิตนานกว่า ๑๐ ปี แต่เนื่องจากไดออกซินมีความคงตัวสูง และมีคุณสมบัติละลายได้ดีในไขมัน ทำให้ไดออกซินสามารถสะสมในร่างกาย และสามารถถ่ายทอดไปตามห่วงโซ่อาหาร ทำให้สามารถตรวจพบไดออกซินในสิ่งมีชีวิตทั่วไปได้ ตามรายงานของ USEPA พบว่า คนที่รับประทานอาหารประเภทเนื้อสัตว์ ปลา หรือนม มีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งสูงถึง ๑ ใน ๑๐๐ และจากการศึกษาของพยาบาล ทารกซึ่งเป็นบุตรของพนักงานโรงงานอุตสาหกรรม การประมง หรือผู้ที่อยู่ใกล้สถานที่ปนเปื้อนไดออกซิน จะได้รับไดออกซินมากกว่าผู้อาศัยในแหล่งอื่น

การดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย

พบว่าไดออกซินประมาณ ๘๗ เปอร์เซ็นต์ ถูกดูดซึมที่ลำไส้เล็ก โดยพบปริมาณไดออกซินในเลือดสูงสุดหลังรับ ประมาณ ๒ ชั่วโมง จะพบไดออกซินในไขมันของผู้นั้นประมาณ ๓.๐๙ และ ๒.๘ ไมโครกรัมต่อกรัม หลังจากได้รับไดออกซิน ๑๕ และ ๖๙ วันตามลำดับ และเมื่อสะสมในร่างกายแล้วมักไม่เปลี่ยนแปลง มีอยู่บ้างที่เปลี่ยนแปลงในขบวนการ Hydroxylate หรือ Methoxylate ซึ่งจะได้สารที่มีพิษ น้อยกว่าไดออกซิน หลังจากนั้นจะถูกขับถ่ายทางอุจจาระ ส่วน Metabolise ของไดออกซินจะรวมกับ Glucoronide และ Sulfate แล้วถูกขับออกทางปัสสาวะ

ผลกระทบต่อสุขภาพ

๑. ไดออกซินมีความเป็นพิษสูงมาก ค่า LD50 จะมีค่าประมาณ ๐.๖ ,๐๐๐ ไมโครกรัมต่อกรัม

๒. ก่อให้เกิดมะเร็งในสัตว์ทดลอง แต่ยังไม่ปรากฎพิษเฉียบพลัน หรือการเสียชีวิตของมนุษย์จาก ไดอกซิน แต่จะก่อพิษเรื้อรัง

๓. องค์การอนามัยโลกและ USEPA จัดให้ TCDD เป็นสารก่อมะเร็งในมนุษย์

๔. ทำให้เกิดผลเสียต่อระบบสืบพันธุ์ ทารกเกิดมาผิดปกติ

๕. มีผลต่อระบบภูมิคุ้มกัน

จากข้อมูลที่กล่าวมา ผู้อ่านอาจยังไม่เห็นผลร้ายแรงของไดออกซินอย่างชัดเจน เนื่องจากผลกระทบต่อสุขภาพ มิได้เป็นแบบเฉียบพลัน หรือถึงแก่ชีวิตในทันที แต่ผู้เขียนมุ่งหวังให้ผู้อ่านช่วยกัน ลดปริมาณขยะที่เกิดจากแต่ละคน รวมถึงการแยกประเภทขยะต่างๆ ออกจากกัน เพื่อให้สะดวกต่อการนำไปกำจัดอย่างถูกต้องต่อไปในอนาคต มิฉะนั้นแล้ว ปัญหาภูเขาขยะกองมหึมาก็ไม่อาจจัดการได้อย่างแน่นอน........

*** การเผาขยะในชุมชน เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สน.ตำรวจใกล้บ้านท่าน ***

วันศุกร์ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

ภูเขาไฟ “เมราปี” - ระเบิดครั้งใหญ่ที่สุดในรอบกว่า 100 ปี

เอเอฟพี - ภูเขาไฟ “เมราปี” ในอินโดนีเซียซึ่งคุกรุ่นและปะทุอยู่เป็นระยะๆ ตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว ได้เกิดการระเบิดครั้งใหญ่ที่สุดในรอบกว่า 100 ปีเมื่อช่วงเช้าวันศุกร์(5) ปลดปล่อยขี้เถ้า, ม่านเมฆความร้อนสูงจัด, และลาวาหลอมละลาย ออกมาอย่างทะลักทลาย ทำให้มีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นอีกอย่างน้อย 77 คน จนยอดรวมของคนที่ตายจากฤทธิ์เดชของมันในระลอกนี้ทะลุเกินกว่า 100 คนแล้ว นอกจากนั้นยังทำให้บ้านเรือนจำนวนมากเกิดไฟลุกไหม้ และผู้คนนับหมื่นนับแสนต้องอพยพหนีตายไปอยู่ในสถานที่ปลอดภัย


ซากศพของสัตว์ที่ตายเพราะเหตุภูเขาไฟ “เมราปี”
ได้เกิดการระเบิดครั้งใหญ่ที่สุดในรอบกว่า 100 ปีเมื่อช่วงเช้าวันศุกร์(5 พ.ย. 53)

ภูเขาไฟเมราปี ได้พ่นขี้เถ้า, กลุ่มเมฆความร้อนที่อุณหภูมิสูงจัดถึงตาย, ตลอดจนลาวาหลอมละลายออกมา รวมทั้งพ่นพุ่งขึ้นไปบนท้องฟ้าสูงละลิ่ว แทบตลอดทั้งคืนวันพฤหัสบดี(4) และต่อเนื่องถึงเช้าวานนี้

เถ้าภูเขาไฟสีเทาขุ่นปกคลุมเป็นอาณาบริเวณกว้างขวาง รวมทั้งในพื้นที่เมืองยอกยาการ์ตา เมืองหลวงของจังหวัดชวากลาง ซึ่งอยู่ห่างจากภูเขาไฟลูกนี้ไปทางใต้ประมาณ 28 กิโลเมตร ขณะเดียวกันการสำแดงฤทธิ์ครั้งล่าสุดของเมราปี ก็ทำให้ผู้คนจำนวนมากแตกตื่นพากันหนีตายในท่ามกลางความมืด จนการสัญจรตามถนนหนทางในแถบดังกล่าวติดขัดวุ่นวายไปหมด

เฮรู นูโกรโฮ ผู้ทำหน้าที่เป็นโฆษกให้แก่โรงพยาบาลซาร์จิโต ในยอกยาการ์ตา แถลงในช่วงเย็นว่า ผู้ที่เสียชีวิตเมื่อวานนี้เท่าที่รวบรวมได้มี 77 คน โดย 10 คนเป็นเด็กอายุต่ำว่า 10 ขวบ

เจ้าหน้าที่ช่วยเหลือฉุกเฉินตลอดจนผู้เห็นเหตุการณ์หลายรายระบุว่า มีผู้เสียชีวิตจำนวนมากที่หมู่บ้านอาร์โกมุลโย ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากภูเขาไฟลูกนี้ราว 18 กิโลเมตร เจ้าหน้าที่ช่วยเหลือฉุกเฉินผู้หนึ่งเล่าว่าพบศพพ่อ-แม่-ลูก 3 คนยังคงอยู่บนเตียง ซึ่งแสดงว่านอนหลับอยู่ขณะเถ้าถ่านร้อนจัดพุ่งมายังบ้านของพวกเขา นอกจากนั้นยังศพชายผู้เสียชีวิตรายหนึ่งยังถือโทรศัพท์มือถืออยู่ ส่วนเจ้าหน้าที่อีกคนหนึ่งบอกว่า หมู่บ้านแห่งนี้ถูกม่านเมฆที่ร้อนจัดเผาผลาญจนราบเรียบ ตอนที่เขาไปถึงหมู่บ้านแห่งนั้น พื้นดินที่นั่นยังคงร้อนระอุ

การระเบิดครั้งล่าสุดของเมราปี ทำให้จำนวนผู้อพยพหนีภัยเพิ่มขึ้นมาเป็นเกินกว่า 100,000 คน โดยที่มี 30,000 คนถูกโยกย้ายไปอยู่ในสนามกีฬาซึ่งห่างจากภูเขาไฟราว 25 กิโลเมตร

ทางด้านท่าอากาศยานนานาชาติที่ยอกยาการ์ตา ต้องปิดทำการเนื่องจากเถ้าภูเขาไฟพุ่งสูงลิ่วขึ้นไปบนท้องฟ้า

ภูเขาไฟเมราปีเคยสังหารชีวิตผู้คนไปราว 1,300 คนในปี 1930 แต่พวกผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ถึงแม้การปะทุระลอกล่าสุดนี้ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่วันที่ 26 ตุลาคม จะทำให้มีผู้เสียชีวิตรวมแล้วเพียงประมาณ 100 คนเศษๆ แต่เมื่อวัดจากวัสดุที่มันพ่นออกมาแล้ว ต้องถือว่าการระเบิดคราวนี้รุนแรงกว่าเมื่อปี 1930 เสียอีก และนับเป็นครั้งร้ายแรงที่สุดตั้งแต่ปี 1872 เป็นต้นมา
วันพฤหัสบดีที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

ใครๆ ก้ออยากมาลงทุนในไทย เพราะเวียตนามเจอภัยธรรมชาติซ้ำซาก!!!

เวียตนามเป็นประเทศที่มีเหตุภัยจากธรรมชาติบ่อยมาก นักลงทุนด้านอุตสาหกรรม จึงมักประเมินความเสี่ยงนี้้ จึงยังคงเห็นว่า ประเทศไทย น่าลงทุนกว่า และรัฐบาลเองก้อไม่เข้มงวดมากนัก แม้จะมีมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมแล้ว แต่นักสิ่งแวดล้อมเมืองไทย ... ไม่ใช่แบบที่คิดหรือกังวล และยังมาทำอะไรมักง่ายๆ ได้ เพราะขนาด บริษัทใหญ่ๆ ในประเทศไทยเอง อย่าง ปตท. ก้อทำแบบนั้น สร้างโรงงานไม่ต้องตอกเสาเข็ม ทั้งๆที่พื้นที่เดิมเป็นหนองน้ำ บดอัดดินเสร็จ อ้างว่าทดสอบแล้วแข็งแรงมาก



น้ำท่วมทางหลวงสาย จ.นีงทวน (Ninh Thuan) ไปยังเมืองดาลัท (Dalat) เมืองท่องเที่ยวตากอากาศใน จ.เลิมด่ง (Lam Dong) สัปดาห์นี้ถึงคิว 4 จังหวัดภาคกลางตอนล่าง หลังจากสัปดาห์ก่อนท่วมใน 4 จังหวัดภาคกลางตอนบน จนถึงปัจจุบันมีชาวเวียดนามไม่ต่ำกว่า 150 คน เสียชีวิตจากอุทกภัย 3 ระลอกที่ผ่านมา (ภาพ: Vietnam Express)



ASTVผู้จัดการออนไลน์ -- เกิดอุทกภัยใหญ่ในเวียดนามอีกระลอกหนึ่ง หลังจากทิ้งช่วงมาเพียงข้ามสัปดาห์ นับเป็นระลอกที่ 3 ของปี เนื่องจากอ่างเก็บน้ำชลประทาน ที่กำลังก่อสร้างแห่งหนึ่งพังทลาย และเขื่อนอีกหลายแห่งต้องเร่งระบายน้ำออก หลังจากเกิดฝนตกหนักติดต่อกันหลายวันตั้งแต่สุดสัปดาห์

อุทกภัยรอบใหม่เริ่มตั้งแต่วันจันทร์ (1 พ.ย.) จนถึงวันพุธนี้ผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 8 คน อีก 6 คนสูญหาย หลังจากน้ำไหลบ่าเข้าท่วมเมืองตวีฮวา (Tuy Hoa) เมืองเอกของ ต.นีงทวน (Ninh Thuan) ในภาคกลางตอนล่าง

จังหวัดเพื่อนบ้านที่อยู่ติดกันคือ ฝูเอียน (Phu Yen) จ.แค๊งฮวา (Khanh Hoa) กับ จ.นีงบี่ง (Ninh Binh) ตกอยู่ในสภาพเดียวกัน

ตามตัวเลขของคณะกรรมการกู้ภัยพิบัติแห่งชาติ มีราษฎรเกือบ 34,000 คน ใน 3 จังหวัด ต้องอพยพออกจากถิ่นที่อยู่อาศัยไปยังพื้นที่สูงที่ปลอดภัย

ตามรายงานของสำนักข่าวซเวินจี๊ (Dan Tri) อ่างเก็บน้ำประทานแห่งหนึ่งใน อ.บั๊กอ๋าย (Bac Ai) ที่กำลังก่อสร้าง พังทลายลงเนื่องจากรับน้ำไม่ไหว ส่งน้ำกว่า 2.3 ล้านลูกบาศก์เมตรลงท่วมบ้านเรือราษฎรใน จ.นีงทวน

เขื่อนใหญ่น้อยอีก 3-4 แห่งเร่งระบายน้ำลงสู่ลำน้ำ 3 สายที่ไหลผ่านท้องที่ 4 จังหวัด ซึ่งได้เอ่อขึ้นท่วมบ้านเรือน ไร่นาของราษฎรรายทาง เสาส่งไฟฟ้าแรงสูงหักโค่นลงหลายแห่ง

อุทกภัยลามถึงเมืองญาจาง (Nha Trang) เมืองท่องเที่ยวสำคัญของ จ.แค๊งฮวา ซึ่งในตกหนักวัดได้ถึง 542 มิลลิเมตร เมื่อวันจันทร์ ทำให้น้ำท่วมถนนหลายสายในตัวเมือง ทั้งนี้ เป็นรายงานของสำนักข่าวเวียดนามเอ็กซ์เพรส

ใน จ.ฝูเอียน กับ จ.บี่งดีง มีรายงานผู้เสียชีวิตจังหวัดละ 1 คน ฟาร์มเลี้ยงปลาในกระชังได้รับความเสียหายจำนวนมาก ไร่นาหลายพันเฮกตาร์จมอยู่ใต้น้ำ

อุทกภัยครั้งนี้ยังลามถึง จ.เลิมด่ง (Lam Dong) ในเขตที่ราบสูงตอนกลางของประเทศ มีผู้ถูกน้ำพัดหายไป 10 คน ขณะกำลังข้ามลำน้ำสายหนึ่ง สะพานอย่างน้อย 3 แห่งได้รับความเสียหาย น้ำท่วมบ้านเรือนราษฎรหลายร้อยหลังคา โรงเรียนหลายแห่งต้องหยุดการเรียนการสอน เวียดนามเอ็กซ์เพรส กล่าว

น้ำท่วมระลอกที่ 3 ไปชมเหตุการณ์อื่นๆ

Photos Courtesy of Dan Tri, Vietnam Express


2


3


4


5


6


7


8


9


10


11


วันอาทิตย์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2553

ภาคใต้ เตรียมรับมือ ดีเปรสชั่น ต้นเดือน พ.ย. 53


นายวันชัย ศักดิ์อุดมไชย ผู้อำนวยการศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคใต้ฝั่งตะวันออก จ.สงขลา ออกประกาศเตือนฉบับที่ 11 เวลา 16.00 น.วันนี้ (31 ต.ค.) ถึงมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมภาคใต้และอ่าวไทย ว่า ยังคงมีกำลังแรง ประกอบกับหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงที่อยู่ในทะเลจีนใต้ตอนล่างทวีกำลังแรงขึ้นเป็นพายุดีเปรสชั่นแล้ว มีศูนย์กลางห่างประมาณ 450 กิโลเมตร ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของจังหวัดสงขลา ความเร็วลมสูงสุดประมาณ 50 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งพายุนี้กำลังเคลื่อนตัวทางตะวันตกเฉียงเหนือด้วยความเร็ว 15 กิโลเมตรต่อชั่วโมง คาดว่า จะเข้ามาปกคลุมบริเวณอ่าวไทยและภาคใต้ตอนล่างช่วงวันที่ 1-3 พฤศจิกายนนี้ ทำให้ภาคใต้มีฝนตกชุกหนาแน่นในหลายพื้นที่ต่อไปอีก ขอให้ประชาชนพื้นที่เสี่ยงภัย โดยเฉพาะจังหวัดชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ระวังผลกระทบจากฝนตกหนัก น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำล้นตลิ่ง ระหว่างวันที่ 31 ตุลาคม-3 พฤศจิกายนนี้
ส่วนอ่าวไทยยังมีคลื่นสูง 2-4 เมตร ขอให้ชาวเรือระมัดระวังการเดินเรือ เรือเล็กควรงดออกจากฝั่ง รวมถึงประชาชนตามชายฝั่งให้ระวังคลื่นโถม โดยศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคใต้ฝั่งตะวันออกได้จัดเจ้าเจ้าหน้าที่ติดตามทิศทางการเคลื่อนไหวของดีเปรสชั่นตลอด 24 ชั่วโมง นอกจากนี้ วันที่ 2 พฤศจิกายน จังหวัดสงขลาเตรียมเปิดศูนย์วิเคราะห์สถานการณ์น้ำที่ศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคใต้ฝั่งตะวันออก เพื่อแจ้งเตือนประชาชนได้ทันท่วงทีหากอยู่ในขั้นเสี่ยงภัย
วันพุธที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2553

'สึนามิ'ทำ'อิเหนา'ตายร่วม300อีก29ดับเพราะ'ภูเขาไฟระเบิด'

ภาพถ่ายทางอากาศแสดงให้เห็นสภาพของเขตปากาอิ บนหมู่เกาะเมนตาวาอิ ทางด้านตะวันตกของอินโดนีเซียเมื่อวันพุธ(27) ภายหลังที่ได้ถูกคลื่นยักษ์สึนามิขนาดความสูง 3 เมตรกวาดถล่ม เจ้าหน้าที่บอกว่า หายนภัยจากคลื่นยักษ์คราวนื้ ทำให้มีผู้เสียชีวิตร่วมๆ 300 คน แล้วยังมีคนสูญเสียอีกกว่า 400 คน
เอเอฟพี/เอเจนซี - เจ้าหน้าที่กู้ภัยของอินโดนีเซียดำเนินการค้นหาผู้รอดชีวิตจากมหันตภัยสึนามิเป็นการเร่งด่วนตลอดวันพุธ (27) หลังจากที่พบผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 282 คน และยังมีผู้สูญหายไม่น้อยกว่า 400 คน สืบเนื่องจากบรรดาหมู่บ้าน 10 แห่งในหมู่เกาะเมนตาวาอิ ซึ่งอยู่ในแนวชายทะเลฝั่งตะวันตกของสุมาตรา ถูกคลื่นยักษ์สึนามิความสูง 3 เมตรโหมถล่ม อันเป็นผลจากแผ่นดินไหวที่ความรุนแรงระดับ 7.7 ขณะเดียวกันในอีกด้านหนึ่ง เจ้าหน้าที่แดนอิเหนาแถลงว่าฤทธิ์เดชการระเบิดของภูเขาไฟเมราปี บนเกาะชวา ก็ทำให้มีคนตายไปอย่างน้อย 29 ชีวิต

หมู่เกาะอินโดนีเซีย เป็นส่วนหนึ่งของอาณาบริเวณที่เรียกกันว่า วงแหวนแห่งไฟของมหาสมุทรแปซิฟิก โดยหายนภัยทั้งแผ่นดินไหว-คลื่นสึนามิ-ภูเขาไฟระเบิดที่กระหน่ำใส่แดนอิเหนา เริ่มจากเมื่อดึกของวันจันทร์(25) ต่อเนื่องถึงวันอังคาร(26) ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 311ราย และผู้คนมหาศาลต้องขาดไร้ที่อยู่อาศัย เพราะบ้านเรือนตลอดจนสิ่งปลูกสร้างมากมายถูกคลื่นสาดซัดทำลายยับเยิน หรือไม่ก็ถูกเถ้าภูเขาไฟทับถมจนยากแก่การดำรงชีพ

“พวกเขาสูญเสียบ้านเรือนที่อยู่อาศัย และตอนนี้ต้องการความช่วยเหลือจำนวนมาก ซึ่งตอนนี้มีการส่งเต้นท์เข้ามาบ้างแล้ว แต่เรายังขาดแคลนอีกมาก” ฮาร์เมนไซอาห์ ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารการบรรเทาหายนภัยระดับภูมิภาคของอินโดนีเซีย กล่าวถึงความเสียหายของชาวบ้านในหมูเกาะเมนตาวาอิ

เขากล่าวด้วยว่ามีการเร่งค้นหาผู้สูญหายให้ได้มากที่สุดและรวดเร็วที่สุดเท่าที่จะสามารถทำได้ ทั้งนี้ มีผู้คนจำนวนมากที่อพยพหนีภัยขึ้นไปบนภูเขาสูง แต่ก็คาดด้วยว่าจะต้องมีจำนวนไม่น้อยที่ถูกน้ำซัดหายไป

ขณะที่ อาเด เอดเวิร์ด เจ้าหน้าที่บริหารการบรรเทาหายนภัยของจังหวัดสุมาตราตะวันตก กล่าวเมื่อคืนวานนี้ว่า ตัวเลขผู้เสียชีวิตได้เพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 282 คน และสูญหายอีก 411 คน

อย่างไรก็ดี ผู้รอดชีวิตจำนวนมากร้องทุกข์ว่า ทางการไม่ได้มีคำเตือนอะไรเลยในตอนที่คลื่นสึนามิโถมกระหน่ำเข้ามา

บอรินเต ชาวนาวัย 32 ปีจากหมู่บ้านเดตูมองกา ซึ่งอยู่บนเกาะนอร์ทปากาอิ อันเป็นจุดท่องเที่ยวงดงามระดับสวรรค์ของนักเล่นกระดานโต้คลื่น เล่าว่า “ราวสิบนาทีหลังจากเกิดแผ่นดินไหว เราได้ยินเสียงคำรามดังมาก เราวิ่งออกมาดูเหตุการณ์และเห็นคลื่นสาดซัดมา เราพยายามวิ่งหนีขึ้นที่สูง แต่คลื่นเคลื่อนที่เร็วกว่าเรามากครับ” ทั้งนี้ เขารอดชีวิตมาได้เพราะยึดไม้ท่อนหนึ่งเอาไว้แน่นไม่ยอมปล่อย ทว่าภรรยาและลูก 3 คนของเขาเสียชีวิตหมด

พื้นที่อีกแห่งหนึ่งซึ่งเกิดมีโศกนาฏกรรมรุนแรงในหายนภัยซีรีส์นี้ อยู่ห่างไกลออกไปหลายร้อยกิโลเมตร นั่นคือบริเวณตอนกลางของเกาะชวา ซึ่งภูเขาไฟเมราปีได้ระเบิดขึ้นมาในวันอังคาร และได้คร่าชีวิตผู้คนอย่างน้อย 29 ราย

เจ้าหน้าที่ของทางการอินโดนีเซียให้ข้อมูลว่า ประชาชนเกือบ 29,000 รายต้องหนีภัยไปหาที่พักพิงในย่านใกล้ตัวเมืองยอกยาการ์ต้า ในเวลาเดียวกัน ยังมีผู้คนอีกหลายพันรายที่ไม่ยอมอพยพโยกย้าย จนน่าเป็นห่วงถึงสวัสดิภาพ ความปลอดภัย และชะตากรรมของผู้คนเหล่านี้
วันอังคารที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2553

พม่าเปิดปากยอมรับท่อน้ำมันรั่ว ไฟไหม้ตาย 14 เจ็บกว่า 100


เหตุน้ำมันดิบรั่ว ยังเกิดไฟไหม้ระเบิด จนเจ็บตาย จำนวนมาก ถ้าเป็นโรงแยกก๊าซ ที่ 6 ของ ปตท. เสี่ยง เกิดทรุดพังระเบิดลุกลาม ใครหน้าไหน จะยืดอกรับผิดชอบกันบ้าง อ้างว่า ทำตามมาตรฐานสากล ที่ฝากความเสี่ยงไว้กับดิน อ้างว่าดินถมใหม่ แข็งแรงมาก จนไม่ต้องตอกเสาเข็มทั้งหมด

Blast from pipeline leak kills 14 in Burma

October 26, 2010 - 3:44AM

AP

Oil skimmed by villagers from a leaky pipeline caught fire in central Burma, setting off a powerful explosion that threw people and drums into the air and killed 14 people, state-run television reported on Monday.

The fire broke out on Sunday night when about 200 villagers were siphoning oil from the leaking pipeline along a highway in the central district of Pakokku, about 500 kilometres northwest of Rangoon, according to the report. More than 100 people were injured.

State TV did not say what started the fire, but residents contacted by phone said a villager had struck a match to provide some light to see how much oil villagers had collected in drums they had placed nearby. They spoke on condition of anonymity for fear of angering authorities in the tightly controlled country.

Advertisement: Story continues below

The witnesses said the explosion along the Myitche-Hseikphyu highway in Pakokku township sent oil drums and people flying into the air.

The TV report said 121 villagers were hospitalised with burns, out of which 14 died. Earlier unofficial estimates of the death toll were between 15 and 20 people.

More than a dozen fire engines were at the site on Monday as the fire continued to burn, said Maung Maung, a Pakokku resident.

"I saw some badly burned bodies in the debris. Firefighters used a back hoe to carry earth to extinguish the fire," he said.

Burma, also known as Myanmar, has large oil and gas resources, but generally suffers from poor infrastructure. A government-owned pipeline connecting two oil fields had begun to leak near Nyaunghla village, attracting crowds of poor residents.

© 2010 AP



Oil skimmed by villagers from a leaky pipeline exploded in central Burma, and at least 15 people were killed and dozens injured in the blaze, an official and local residents said Monday.

A villager struck a match to see how much oil villagers had collected in drums near the leaking pipeline Sunday evening, causing an explosion, according to residents contacted by phone who spoke on condition of anonymity for fear of angering authorities in the tightly controlled country.

The witnesses said the explosion sent oil drums and people high up in the sky and the injured included nearly 100 people who were being treated mostly for burns at the hospital in the central district of Pakokku. The area is about 315 miles (500 kilometers) northwest of Yangon.

An official, who also spoke on condition of anonymity, said between 15 and 20 people had been killed.

More than a dozen fire engines were at the site Monday as the fire continued to burn, said Maung Maung, a Pakokku resident contacted by phone.

"I saw some badly burned bodies in the debris. Firemen used a back hoe to carry earth to extinguish the fire," he said.

Burma has enormous oil and gas resources. The government-owned pipeline connected two oil fields but struck a leak near Nyaunghla village, attracting crowds of poor residents.

Associated Press


พม่าเปิดปากยอมรับท่อน้ำมันรั่ว ไฟไหม้ตาย 14 เจ็บกว่า 100

แผนที่ทำขึ้นใหม่จาก Google Earth Map แสดงที่ตั้งเมืองปะก๊อกกู (Pakokoku) เขตปกครองมาเกว (Magway) ทางภาคกลางของประเทศ ที่เกิดเหตุท่อน้ำส่งน้ำมันดิบรั่วในเวลากลางคืน ราษฎรจากหมู่บ้านใกล้เคียงพยายามเข้าไปตักน้ำมัน ทำให้เกิดไฟลุกพรึบ กลายเป็นโศกนาฏกรรมย่างสุด 14 คน อีกกว่า 100 ยังรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล 3 แห่ง

ASTVผู้จัดการออนไลน์ -- สื่อทางการเปิดปากเป็นครั้งแรก ข่าวท่อส่งน้ำมันรั่ว ชาวบ้านกรูเข้าไปตัก ไฟลุกพรึบ เผา 14 ชีวิต อีกกว่า 100 คนได้รับบาดเจ็บ เหตุโศกนาฏกรรมครั้งนี้ เกิดขึ้นในเขตเมืองปะก๊อกกู (Pakokku) เขตปกครองมาเกว (Magway) ทางตอนกลางของประเทศ

เหตุเกิดเวลาประมาณ 20.00 น.วันอาทิตย์ 24 ต.ค.ที่ผ่านมา ใกล้หลักกิโลเมตร 22/4 บนถนนช่วงมี๊ตเก-เส็กปิว (Myitke-Seikpyu) และ ใกล้กับหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ท่อส่งน้ำดังกล่าวนำน้ำมันดิบไปจากแหล่งตาจีทอง (Thagyitaung) หนังสือพิมพ์นิวไลท์ออฟเมียนมาร์ กล่าว

ไปลุกพรึบขึ้นมาขณะที่ราษฎรราว 200 คน จาก 3-4 หมู่บ้าน ที่อยู่ใกล้จุดเกิดเหตุ พยายามจะเข้าไปเอาน้ำมันดิบที่รั่วจากท่อ หนังสือพิมพ์ของรัฐบาลกล่าว

เจ้าหน้าที่อำเภอปะก๊อกกู และเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงจากแหล่งสำรวจขุดเจาะน้ำมัน ได้ไปยังที่เกิดเหตุดับไฟ และพบว่า มีผู้ถูกไฟไหม้ หรือลวก ไป 121 คน ถูกนำส่งโรงพยาบาล 3 แห่งในบริเวณใกล้เคียง ในนั้น 14 คนเสียชีวิต คนอื่นๆ ยังคงรักษาตัวต่อไป สื่อของทางการรายงาน โดยไม่ได้พูดถึงสาเหตุการรั่วของท่อ

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานในวันจันทร์ อ้างคำพูดของเจ้าหน้าที่ อ.ปะก๊อกกู ที่ระบุว่า มีผู้เสียชีวีตอย่างน้อย 12 คน อีกอย่างน้อย 31 คนได้รับบาดเจ็บ ในเหตุการณ์ที่เกิดในจุดอยู่ห่างจากกรุงย่างกุ้งขึ้นทางเหนือราว 500 กม.
ท่อดังกล่าวลำเลียงน้ำมันไปจากบ่อเล็ตปันโด (Letpando) ที่อยู่ทางตอนใต้ของปกก๊อกกู

ดูจากแผนที่ เขตเองปะก๊อกกู อยู่ในเส้นทางผ่านของไซโคลนกิริ (Giri) ที่มีความแรงระดับ 5 ขณะเคลื่อนจากทะเลเบงกอลเข้าฝั่งรัฐยะไข่ในบ่ายวันศุกร์ ระหว่างเมืองสิตเตว (Sittwe) กับ จ๊อกปีว (Kyaukpyu) บนเกาะรามรี (Ramree) ซึ่งจะเป็นต้นทางท่องส่งน้ำมันและ ท่อก๊าซพม่า-จีน ที่กำลังก่อสร้าง

กิริอ่อนกำลังลงเป็นพายุระดับ 2 และ 1 จนกระทั่งกลายเป็นพายุโซนร้อนขณะพัดเข้าสู่พื้นที่รัฐสะกาย (Sagaing) เขตมาเกว และ มัณฑะเลย์ในวันเสาร์ ซึ่งทำให้เกิดฝนตกหนักกินบริเวณกว้าง


จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

บทความที่ได้รับความนิยม

ขับเคลื่อนโดย Blogger.