วันอังคารที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2553

7/11 ประเภทกิจกรรม-โครงการ ส่งผลกระทบรุนแรง หมกเม็ด โครงการเสี่ยง

หมายเหตุ : คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมว่าด้วยการกำหนดประเภท ขนาด และวิธีปฏิบัติสำหรับโครงการหรือกิจการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ทั้งทางด้านคุณภาพ สิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพ ที่ส่วนราชการรัฐวิสาหกิจหรือเอกชนจะต้องจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมพ.ศ. 2553

วันที่ 31 ส.ค.53 ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดประเภท ขนาดและวิธีปฏิบัติสำหรับโครงการหรือกิจการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพ ที่ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจหรือเอกชน จะต้องจัดทำรายงานการวิเคราะห์ ผลกระทบสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2553 และให้ดำเนินการต่อไปได้

สาระสำคัญที่ต้องจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม คือ อุตสาหกรรมปิโตรเคมีขั้นต้น (upstream petrochemical industry) และอุตสาหกรรมปิโตรเคมีขั้นกลาง (intermediate petrochemical industry) ให้ใช้ตามคำจำกัดความตามนิยามของสถาบันปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย

สารก่อมะเร็งกลุ่ม 1 หมายความว่า บัญชีรายชื่อสารก่อมะเร็งกลุ่ม 1 ตามประกาศของ International Agency for Research on Cancer (IARC) สารก่อมะเร็งกลุ่ม 2 A หมายความว่า บัญชีรายชื่อสารก่อมะเร็งกลุ่ม 2 A ตามประกาศของ International Agency for Research on Cancer (IARC)

พร้อมทั้งกำหนดประเภท ขนาด และวิธีปฏิบัติสำหรับโครงการ หรือกิจการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพ ที่ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือเอกชน จะต้องจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม


ลำดับ

ประเภทโครงการหรือกิจการ

ขนาด

หลักเกณฑ์ วิธีการ ระเบียบปฏิบัติ

1

การถมทะเล หรือทะเลสาบ นอกแนวเขตชายฝั่งเดิม ยกเว้นการถมทะเลที่เป็นการฟื้นฟูสภาพชายหาด

ตั้งแต่ 300 ไร่ ขึ้นไป

ให้เสนอในขั้นขออนุมัติหรือขออนุญาตโครงการ

2

การทำเหมืองแร่ตามกฎหมายว่าด้วยแร่ ดังต่อไปนี้

2.1 เหมืองแร่ใต้ดิน เฉพาะที่ออกแบบให้โครงสร้างมีการยุบตัวภายหลังการทำเหมืองโดยไม่มีค้ำยันและไม่มีการใส่คืนวัสดุทดแทน เพื่อป้องกันการยุบตัว

ทุกขนาด

ให้เสนอในขั้น

ขอประทานบัตร

2.2 เหมืองแร่ตะกั่ว เหมืองแร่สังกะสี หรือ เหมืองแร่โลหะอื่นที่ใช้ไซยาไนด์หรือปรอทหรือตะกั่วไนเตรต ในกระบวนการผลิต หรือเหมืองแร่โลหะอื่นที่มีอาร์เซโนไพไรต์ (arsenopyrite) เป็นแร่ประกอบ (associated
mineral)

ทุกขนาด

ให้เสนอในขั้น

ขอประทานบัตร

2.3 เหมืองแร่ถ่านหิน เฉพาะที่มีการลำเลียงแร่ถ่านหินออกนอกพื้นที่โครงการด้วยรถยนต์

ขนาดตั้งแต่ 200,000 ตัน / เดือน หรือ ตั้งแต่ 2,400,000 ตัน /ปี ขึ้นไป

ให้เสนอในขั้น

ขอประทานบัตร

2.4 เหมืองแร่ในทะเล

ทุกขนาด

ให้เสนอในขั้น

ขอประทานบัตร

3

นิคมอุตสาหกรรมตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรม หรือโครงการที่มีลักษณะเช่นเดียวกับนิคมอุตสาหกรรม ดังต่อไปนี้

3.1 นิคมอุตสาหกรรม หรือโครงการที่มีลักษณะเช่นเดียวกับนิคมอุตสาหกรรม

ที่จัดตั้งขึ้นเพื่อรองรับอุตสาหกรรมปิโตรเคมีตาม 4 หรืออุตสาหกรรมถลุงแร่เหล็ก ตาม 5.1 หรือ 5.2 แล้วแต่กรณี มากกว่า 1 โรงงานขึ้นไป

ทุกขนาด

ให้เสนอในขั้นขออนุมัติหรือขออนุญาตโครงการ

3.2 นิคมอุตสาหกรรม หรือโครงการที่มีลักษณะเช่นเดียวกับนิคมอุตสาหกรรม ที่มีการขยายพื้นที่เพื่อรองรับอุตสาหกรรม ปิโตรเคมีตาม 4 หรืออุตสาหกรรมถลุงแร่เหล็ก ตาม 5.1 หรือ 5.2

ทุกขนาด

ให้เสนอในขั้นขออนุมัติหรือขออนุญาตโครงการ

4

อุตสาหกรรมปิโตรเคมี ดังต่อไปนี้

4.1 อุตสาหกรรมปิโตรเคมีขั้นต้น (upstream petrochemical industry)

ทุกขนาด หรือที่มีการขยายกำลังการผลิตตั้งแต่ร้อยละ 35 ของกำลังการผลิตเดิมขึ้นไป

ให้เสนอในขั้นขออนุญาตก่อสร้างเพื่อประกอบกิจการหรือขั้นขออนุญาตประกอบกิจการ หรือใน

ขั้นขอขยายแล้วแต่กรณี

4.2 อุตสาหกรรมปิโตรเคมีขั้นกลาง(intermediate petrochemical industry) ดังต่อไปนี้

4.2.1 อุตสาหกรรมปิโตรเคมีขั้นกลาง(intermediate petrochemical industry)

ที่ผลิตสารเคมี หรือใช้วัตถุดิบที่เป็นสารเคมี ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งกลุ่ม 1

ขนาดกำลังการผลิต 100 ตัน/วัน ขึ้นไป หรือที่มีการขยายขนาดกำลังการผลิตรวมกันแล้วมากกว่า 100 ตัน/วัน ขึ้นไป

ให้เสนอในขั้นขออนุญาตก่อสร้างเพื่อประกอบกิจการหรือขั้นขออนุญาตประกอบกิจการ หรือใน

ขั้นขอขยาย แล้วแต่กรณี

4.2.2 อุตสาหกรรมปิโตรเคมีขั้นกลาง(intermediate petrochemical industry) ที่ผลิตสารเคมี หรือใช้วัตถุดิบที่เป็นสารเคมี ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งกลุ่ม 2 A

ขนาดกำลังการผลิต
700 ตัน/วัน ขึ้นไป หรือที่มีการขยายขนาดกำลังการผลิตรวมกันแล้วมากกว่า 700 ตัน/วัน ขึ้นไป

ให้เสนอในขั้นขออนุญาตก่อสร้างเพื่อประกอบกิจการหรือขั้นขออนุญาตประกอบกิจการ หรือใน

ขั้นขอขยาย แล้วแต่กรณี

5

อุตสาหกรรมถลุงแร่ หรือหลอมโลหะ ดังต่อไปนี้

5.1 อุตสาหกรรมถลุงแร่เหล็ก

ที่มีปริมาณแร่ป้อน (input) เข้าสู่กระบวนการผลิต ตั้งแต่ 5,000 ตัน / วัน ขึ้นไป หรือที่มีปริมาณแร่ป้อน (input) เข้าสู่กระบวน การผลิตรวมกันตั้งแต่ 5,000 ตัน/วัน ขึ้นไป

ให้เสนอในขั้นขออนุญาตก่อสร้างเพื่อประกอบกิจการหรือขั้นขออนุญาตประกอบกิจการ หรือในขั้นขอขยาย แล้วแต่กรณี

5.2 อุตสาหกรรมถลุงแร่เหล็กที่มีการผลิตถ่าน coke หรือ ที่มีกระบวนการ sintering

ทุกขนาด

ให้เสนอในขั้นขออนุญาตก่อสร้างเพื่อประกอบกิจการหรือขั้นขออนุญาตประกอบกิจการ แล้วแต่กรณี

5.3 อุตสาหกรรมถลุงแร่ ทองแดง ทองคำ หรือ สังกะสี

ที่มีปริมาณแร่ป้อน (input) เข้าสู่กระบวนการผลิต ตั้งแต่ 1,000 ตัน / วัน ขึ้นไป หรือที่มีปริมาณแร่ป้อน(input) เข้าสู่กระบวนการผลิตรวมกันตั้งแต่ 1,000 ตัน / วัน ขึ้นไป

ให้เสนอในขั้นขออนุญาตก่อสร้างเพื่อประกอบกิจการหรือขั้นขออนุญาตประกอบกิจการ หรือในขั้นขอขยาย แล้วแต่กรณี

5.4 อุตสาหกรรมถลุงแร่ตะกั่ว

ทุกขนาด

ให้เสนอในขั้นขออนุญาตก่อสร้างเพื่อประกอบกิจการหรือขั้นขออนุญาตประกอบกิจการ แล้วแต่กรณี

5.5 อุตสาหกรรมหลอมโลหะ

(ยกเว้นเหล็ก และอลูมิเนียม)

ขนาดกำลังการผลิต (output) ตั้งแต่ 50 ตัน/วัน ขึ้นไป หรือมีกำลังการผลิตรวมกันตั้งแต่ 50 ตัน/วัน ขึ้นไป

ให้เสนอในขั้นขออนุญาตก่อสร้างเพื่อประกอบกิจการหรือขั้นขออนุญาตประกอบกิจการ หรือในขั้นขอขยาย แล้วแต่กรณี

5.6 อุตสาหกรรมหลอมตะกั่ว

ขนาดกำลังการผลิต (output) ตั้งแต่ 10 ตัน/วัน ขึ้นไป หรือมีกำลังการผลิต รวมกันตั้งแต่10 ตัน/วัน ขึ้นไป

ให้เสนอในขั้นขออนุญาตก่อสร้างเพื่อประกอบกิจการหรือขั้นขออนุญาตประกอบกิจการ หรือในขั้นขอขยายแล้วแต่กรณี

6

การผลิต กำจัด หรือปรับแต่งสารกัมมันตรังสี

ทุกขนาด

ให้เสนอในขั้นขออนุญาตอนุญาตประกอบกิจการ

7

โรงงานปรับคุณภาพของเสียรวมหรือโรงงานประกอบกิจการเกี่ยวกับการฝังกลบสิ่งปฏิกูลหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้ว ตามกฎหมายว่าด้วยโรงงานที่มีการเผาหรือฝังกลบของเสียอันตราย ตามกฎหมายว่าด้วยโรงงาน ยกเว้นการเผาในหม้อเผาซิเมนต์ที่ใช้ของเสียอันตรายเป็นเชื้อเพลิงทดแทน หรือใช้เป็นเชื้อเพลิงเสริม

ทุกขนาด

ให้เสนอในขั้นขออนุญาตก่อสร้างเพื่อประกอบกิจการหรือขั้นขออนุญาตประกอบกิจการ แล้วแต่กรณี

8

โครงการระบบขนส่งทางอากาศ

ที่มีการก่อสร้าง ขยาย หรือเพิ่มทางวิ่งของอากาศยานตั้งแต่ 3,000 เมตรขึ้นไป

ให้เสนอในขั้นขออนุมัติหรือขออนุญาตโครงการ

9

ท่าเทียบเรือ

1) ที่มีความยาวหน้าท่า (berth length) ตั้งแต่ 300 เมตรขึ้นไป หรือมีพื้นที่ท่าเทียบเรือตั้งแต่ 10,000 ตารางเมตรขึ้นไป ยกเว้น ท่าเทียบเรือโดยสารหรือ ท่าเทียบเรือเรือสินค้าเพื่อการอุปโภคและบริโภคหรือท่าเทียบเรือสำราญและกีฬา

2) ที่มีการขุดลอกร่องน้ำ ตั้งแต่ 100,000 ตารางเมตรขึ้นไป ยกเว้น ท่าเทียบเรือโดยสารหรือ ท่าเทียบเรือสินค้าเพื่อการอุปโภคและบริโภค หรือ ท่าเทียบเรือสำราญและกีฬา

3) ที่มีการขนถ่ายวัตถุอันตรายหรือกากของเสียอันตรายซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งกลุ่ม 1 มีปริมาณรวมกันตั้งแต่ 25,000 ตัน/เดือนขึ้นไป หรือมีปริมาณรวมกันทั้งปีตั้งแต่ 250,000 ตัน/ปี ขึ้นไป

ให้เสนอในขั้นขออนุมัติหรือขออนุญาตโครงการ

ให้เสนอในขั้นขออนุมัติหรือขออนุญาตโครงการ

ให้เสนอในขั้นขออนุมัติหรือขออนุญาตโครงการ

10

เขื่อนเก็บกักน้ำ หรืออ่างเก็บน้ำ

1) ที่มีปริมาตรเก็บกักน้ำตั้งแต่ 100 ล้าน ลูกบาศก์เมตรขึ้นไป หรือ

2) ที่มีพื้นที่เก็บกักน้ำ ตั้งแต่ 15 ตารางกิโลเมตรขึ้นไป

ให้เสนอในขั้นขออนุมัติหรือขออนุญาตโครงการ

ให้เสนอในขั้นขออนุมัติหรือขออนุญาตโครงการ

11

โรงไฟฟ้าพลังความร้อน ดังต่อไปนี้

11.1 โรงไฟฟ้าที่ใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิง

ขนาดกำลังผลิตกระแสไฟฟ้ารวม ตั้งแต่ 100 เมกกะวัตต์ ขึ้นไป

ให้เสนอในขั้นขออนุญาตก่อสร้างเพื่อประกอบกิจการหรือขั้นขออนุญาตประกอบกิจการ แล้วแต่กรณี

11.2 โรงไฟฟ้าที่ใช้เชื้อเพลิงชีวมวล

ขนาดกำลังผลิตกระแสไฟฟ้ารวม ตั้งแต่ 150 เมกกะวัตต์ ขึ้นไป

ให้เสนอในขั้นขออนุญาตก่อสร้างเพื่อประกอบกิจการหรือขั้นขออนุญาตประกอบกิจการ แล้วแต่กรณี

11.3 โรงไฟฟ้าที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง ซึ่งเป็นระบบพลังความร้อนร่วมชนิด combined cycle หรือ cogeneration

ขนาดกำลังผลิตกระแสไฟฟ้ารวม ตั้งแต่ 3,000 เมกะวัตต์ขึ้นไป

ให้เสนอในขั้นขออนุญาตก่อสร้างเพื่อประกอบกิจการหรือขั้นขออนุญาตประกอบกิจการ แล้วแต่กรณี

11.4 โรงไฟฟ้านิวเคลียร์

ทุกขนาด

ให้เสนอในขั้นขออนุญาตก่อสร้างเพื่อประกอบกิจการหรือขั้นขออนุญาตประกอบกิจการ แล้วแต่กรณี

ที่มา : สำนักเลขาธิการ สำนักนายกรัฐมนตรี

ข่าวเกินจริง ทำให้เข้าใจผิด บอกโรงกลั่นระเบิด ตาย1 เจ็บ 2

อุบัติเหตุในโรงกลั่น ที่เกิดได้บ่อยๆ ควบคุมได้ ก้อจบ แต่ถ้าคุมไม่ได้ระเบิดลุกลาม ตรงนั้นมันจะเป็นหายนะ
ข่าวแบบนี้ต้องลงว่า เกิดระเบิดในโรงกลั่น เพราะถ้าโรงกลั่นระเบิด ต้องแบบในลองฟอร์ด ที่ไฟไหม้รุนแรง เจ็บตายจำนวนมาก

เอเอฟพี - เกิดเหตุระเบิด ณ โรงกลั่นน้ำมันซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของม็กซิโกช่วงเช้าวานนี้(7) ตามเวลาท้องถิ่น ส่งผลให้คนงานเสียชีวิต 1 ราย ส่วนอีก 2 คนบาดเจ็บสาหัส
คำแถลงจากพีเม็กซ์ รัฐวิสาหกิจพลังงานของเม็กซิโก ระบุว่าเหตุระเบิดมีต้นตอจากคอมเพรสเซอร์ในวงจรไฮโดรเจนรั่ว และแรงระเบิดยังส่งผลให้พนักงาน ณ โรงกลั่นคาเตเรย์ตา ใกล้เมืองมอนต์เตอร์เรย์ ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยอีก 1 ราย
เหตุระเบิดครั้งนี้เกิดขึ้น ณ เวลาประมาณ 9.20 น.ตามเวลาท้องถิ่น(ตรงกับเมืองไทย 21.20 น.ของวันอังคาร) โดยผู้เสียชีวิตเป็นวิศวกรฝ่ายปฏิบัติการวัย 32 ปี ส่วนผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัสซึ่งถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วนเป็นพนักงานฝ่ายปฏิบัติการพิเศษ
เปลวเพลิงอยู่ภายใต้การควบคุมแล้ว ตามแผนรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินของทางบริษัทและเวลานี้ทางพีเม็กซ์ กำลังสืบสวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

วันอาทิตย์ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2553

ถังเก็บน้ำมัน ศรีราชา ระเบิด 5 ก.ย. 53 ลางร้ายใหม่

เมื่อเวลาประมาณ 19.00 น. ได้เกิดเสียงระเบิดจากภายในโรงกลั่นน้ำมันหล่อลื่นขั้นพื้นฐาน ศรีราชา บริษัท ไทยลู้บเบส จำกัด เลขที่ 163/19 หมู่ 7 ต.ทุ่งสุขลา อ.ศรีราชา ซึ่งบริษัทดังกล่าวเป็นบริษัทในเครือไทยออยล์ และตั้งอยู่ติดกับโรงกลั่นน้ำมันไทยออยล์ ศรีราชา โดยเสียงระเบิดดังไปไกลถึงตัวเมืองศรีราชาซึ่งอยู่ห่างออกไปกว่า 5 กิโลเมตร ได้เกิดเพลิงลุกไหม้ในถังเก็บน้ำมันขนาด 25,000 ลิตร ซึ่งเป็นถังบรรจุน้ำมันเครื่องของบริษัท เจ้าหน้าที่ดับเพลิงของโรงกลั่นน้ำมันไทยออยล์ที่อยู่ข้างเคียงได้ช่วยกันระดมกำลังฉีดน้ำสกัดกั้นเพลิงที่กำลังลุกไหม้อยู่ภายในถัง ใช้เวลากว่าครึ่งชั่วโมงจึงสามารถควบคุมเพลิงไว้ได้ โดยไม่มีผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต เนื่องจากที่ตั้งถังดังกล่าวอยู่ห่างไกลจากสำนักงานบริษัท และอาคารบ้านเรือนของประชาชน จนถึงเวลา 21.00 น. หลังเกิดเหตุ ก็ยังไม่มีคำชี้แจงจากทางโรงกลั่นน้ำมันเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแต่อย่างใด

หลังจากการประชุมเครือข่ายภาคตะวันออก วาระแนวทางเดินหน้าใหม่ หลังศาลปกครองพิพากษา เรื่องระงับ 76 โครงการรุนแรง - ปฏิเสธ การเคลื่อนไหว กรณี โรงแยกก๊าซใหม่ ปตท. ไม่ตอกเสาเข็ม เสี่ยงก่อหายนะภัย อ้าง ปตท. นัดชี้แจงแล้ว 17 ก.ย. ทั้งที่ การชี้แจงเป็นร้อยเป็นพันครั้ง ก็จะไม่ทำให้อะไรๆแข็งแรงขึ้นได้ ความเสี่ยงยิ่งจะงอกเงย ตามเวลา

ปาฏิหาริย์แห่งเทคโนโลยี แผ่นดินไหว 7.1 ตาย 0 คน

“ตาย 220,000 ราย เหยื่อแผ่นดินไหวระดับ 7.0 ริกเตอร์ในเฮติ ณ มกราคม 2010”

“เหยื่อแผ่นดินพิโรธ 6.9 ริกเตอร์ พุ่งถึง 2,000 ศพ ที่ตะวันตกเฉียงเหนือของจีนเดือนเมษายน 2010”

“กว่า 500 ชีวิตสังเวยแผ่นดินไหว 8.8 ริกเตอร์ ที่ชิลี เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2010”

สภาอาคารเมืองไครสต์เชิร์ช หลังผ่านเหตุแผ่นดินไหว 7.0 ริกเตอร์
และแล้วปาฏิหาริย์ได้อุบัติขึ้นให้ชาวโลกได้ประจักษ์ในเมืองแห่งพระเยซู หรือ ไครสต์เชิร์ช นครขนาดใหญ่อันดับสองของประเทศนิวซีแลนด์ เมื่อชาวเมือง 340,000 คนภายในเมืองต้องประสบกับเหตุแผ่นดินไหวระดับดุเดือดถึง 7.0 ริกเตอร์ ในช่วงเช้ามืดของวันเสาร์ที่ 4 กันยายน

หายนะที่เกิดขึ้น ณ มูลค่ามากกว่า 2,000 ล้านดอลลาร์นิวซีแลนด์ ส่วนใหญ่ประกอบด้วยแผ่นดินแยกเป็นแนวยาว รางรถไฟบิดเบี้ยวเสียหาย แต่ปรากฏว่าอาคารต่างๆ ส่วนใหญ่ไม่มีการพังทลายหรือยุบตัว และเหนืออื่นใด แม้จะมีรายงานถึงเหยื่อแผ่นดินไหวที่ได้รับบาดเจ็บสาหัส 2 ราย แต่ไม่มีรายงานการเสียชีวิตในเหตุรุนแรงครั้งนี้!!

นี่คือปาฏิหาริย์ หรือผลงานเชิงเทคโนโลยีกันแน่?

เจ้าหน้าที่ระดับสูงแห่งเมืองไครสต์เชิร์ชให้ข้อมูลว่า ในเบื้องต้นเลยโชคดีที่การสะเทือนเลื่อนลั่นของแผ่นดินไหวครั้งนี้เกิดในช่วงเช้ามืด ทำให้ลดความเสี่ยงไปได้อย่างมหาศาลในแง่ที่ว่าจะมีผู้คนบาดเจ็บล้มตายจากแผ่นดินแยก หรือกำแพงอาคารร่วงทับ และจึงกลายเป็นว่าเหยื่อที่โดนกำแพงอาคารร่วงทับกลับเป็นบรรดารถยนต์ที่จอดอยู่ข้างบ้าน

โชคดีประการสำคัญมีอยู่ว่า ผู้คนส่วนใหญ่ยังอยู่ในอาคารบ้านเรือนซึ่งค่อนข้างปลอดภัย

เป็นความปลอดภัยที่สวนทางอย่างยิ่งกับข้อเท็จจริงที่ว่า นิวซีแลนด์นั้นตั้งอยู่บนจุดเสี่ยงสูงของโลก โดยอยู่ในพื้นที่หัวแยกของแนวการเคลื่อนที่ของแผ่นเปลือกโลกสองแผ่น

ทั้งหลายทั้งปวงนี้ ที่แท้แล้วเป็นผลจากการ “ลงทุน” สร้างระบบโครงสร้างความปลอดภัยไว้เมื่อราวสิบปีที่ผ่านมา หลังจากที่มีการรณรงค์ให้ตื่นตัวกับการป้องกันภัย ผ่านการสรุปบทเรียนราคาแพงที่นิวซีแลนด์เคยได้รับในกรณีธรณีพิโรธเมืองนาเปียร์ ปี 1931 อันเป็นมหาวิบัติแผ่นดินไหวสะท้านสะเทือนระดับ 7.8 ริกเตอร์ และคร่าชีวิตผู้คนไป 256 ราย ที่ฮอว์กส์ เบย์

เด็กหนุ่มเมืองกีวีไต่ลงไปในรอยแยกของถนน
ปีเตอร์ เบิร์กเอาท์ ซีอีโอแห่งสถาบัน BRANZ ซึ่งเป็นองค์การด้านวิจัยความปลอดภัยในการก่อสร้าง ให้เฉลยว่า อาคารบ้านเรือนรุ่นใหม่ๆ ในนิวซีแลนด์ ส่วนใหญ่สร้างขึ้นด้วยโครงไม้ซุงขนาดเบา ซึ่งเอื้อให้เกิดความยืดหยุ่นขณะที่ถูกเล่นงานโดยคลื่นสั่นไหวของผืนแผ่นดิน

ในการนี้ อาคารที่ได้รับความเสียหายหนักๆ ในไครสต์เชิร์ช เป็นอาคารรุ่นเก่าที่สร้างจากวัสดุที่เกาะตัวกันแน่นหนา จนทำให้ไม่สามารถเอาตัวรอดได้ในยามแผ่นดินไหว

เบิร์กเอาท์บอกว่านิวซีแลนด์เป็นหนึ่งในประเทศชั้นนำของโลกที่ได้รับการออกแบบให้ทนทานต่อภัยแผ่นดินไหว โดยที่สถาบัน BRANZ ได้จัดสร้างโรงงานวิจัยขนาดใหญ่ในเวลลิงตันไว้แสดงให้เห็นกันกับตาว่า บ้านหลังใหญ่ ไซส์จริงๆ นั้น สามารถรับแรงเขย่าแบบแผ่นดินไหวได้อย่างไร

แม้แต่อาคารสำนักงานก็ถูกสร้างบนรากฐานที่มีลักษณะที่เหมือนกับอยู่บนการรองรับที่ซับแรงกระเทือนได้ ดังนั้น หากต้องเผชิญกับแรงสะเทือนของแผ่นดินไหวใหญ่ๆ อาคารเหล่านี้สามารถสั่นสะท้านไปทั่ว แต่ไม่ทลายตัวลงมา

เท่ากับการลดโอกาสสร้างความเสียหายรุนแรงต่อร่างอันบอบบางของมนุษย์ที่อยู่ภายใน หรืออยู่ใกล้ๆ กับอาคารได้อย่างมหาศาล

ต้องขอบคุณปาฏิหาริย์แห่งเทคโนโลยี และปาฏิหาริย์แห่งพลังใจผู้คนที่มองการณ์ไกลเพียงพอที่จะลงทุนเพื่อสร้างความปลอดภัยอย่างยั่งยืน อันเป็นคุณลักษณ์ที่หายากในประเทศต่างๆ ทั่วโลก
วันพุธที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2553

ธรรมชาติ ที่หาความแน่นอนอะไรไม่ได้ ... !?

ASTVผู้จัดการรายวัน-- นักพยากรณ์อากาศในเวียดนามเฝ้าติดตามพายุไลอ้อนร็อก (Lionrock) ด้วยความเป็นห่วง ถึงแม้ว่าจะไม่ได้รับผลกระทบใดจากพายุโซนร้อนลูกนี้ แต่ดูจากทิศทางการเคลื่อนตัวยังยากที่จะไว้ใจ รูปแบบของพายุในปีนี้เปลี่ยนแปลงไปจากปีก่อนๆ มาก

แม้การเกิดพายุขึ้นพร้อมกัน 3 ลูกจะไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ก็เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก และในขณะนี้ทั้ง 3 ลูกต่างเคลื่อนตัวไปคนละทางด้วยความแรงที่แตกต่างกัน โดยปรกติลูกที่ใหญ่กว่า จะส่งอิทธิพลดึงดูดลูกที่เล็กกว่าให้เปลี่ยนทิศทางแต่ เรื่องนี้ไม่เกิดขึ้นในสัปดาห์นี้

ตามรายงานของศูนย์อุตุนิยมวิทยาและอุทกศาสตร์กลาง บ่ายวันพุธ (2 ส.ค.) พายุไลอ้อนร็อก ยังอยู่ห่างจากชายฝั่งมณฑลฟุเจี่ยน (Fujian) ของจีนราว 250 กิโลเมตร มีทิศทางเคลื่อนตัวที่วกวน ซับซ้อน เหมือน "มังกรเล่นน้ำ" และมีแนวโน้มเปลี่ยนทิศอีกใน 24 ชั่วโมงข้างหน้า

การเปลี่ยนทิศทางเคลื่อนตัวของพายุมิใช่เรื่องแปลกใหม่ แต่การเคลื่อนตัวแบบ "เล่นน้ำ" เป็นปรากฏการณ์ที่หาดูได้ไม่ง่าย หนังสือพิมพ์เตื่อยแจ๋รายงาน อ้างความเห็นของนักอุตุนิยมวิทยาเวียดนามผู้หนึ่ง

ในบริเวณใกล้เคียงกันพายุน้ำเทิน ได้ก่อตัวขึ้นในทะเลระหว่างแผ่นดินใหญ่จีนกับเกาะไต้หวัน ก่อนจะหันหัวไปทางทิศตะวันตกเข้าฝั่งอีกลูกหนึ่ง คาดว่าทั้งไลอ้อนร็อกและน้ำเทิน จะอ่อนตัวลงเป็นดีเปรสชั่น

ไกลออกไปพายุคอมปาซู ซึ่งทวีความเร็วขึ้นเป็นไต้ฝุ่นระดับ 1 หลังพัดเลยเกาะโอกินาวา ในวันอังคารได้เพิ่มความเร็วขึ้นอีกจนเป็นไต้ฝุ่นระดับ 3 ในวันพุธ มีความเร็วลมใกล้ศูนย์กลาง 180 กม./ชม.

สำนักเตือนภัยความเสี่ยงเกี่ยวกับภายุในเขตร้อนหรือ Tropical Storm Risk ในกรุงลอนดอน ได้ออกเตือนว่า คอมปาซูจะเคลื่อนตัวเข้าคาบสมุทรเกาหลีในคืนวันพุธ ก่อนจะผ่านเข้าสู่ทะเลเหลืองระหว่างเกาหลีกับญี่ปุ่น

คอมปาซูจะเคลื่อนต่อไปเป็นวงโค้งยาวผ่านตอนเหนือเกาะซับโปโรออกสู่แปซิฟิกอีกครั้ง การเคลื่อนไกลๆ ของไต้ฝุ่นไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เคลื่อนตัวเป็นวงโค้งระยะทางไกลๆ เช่นไต้ฝุ่นกอมปาซูในขณะนี้ เป็นเรื่อง "ไม่ปกติ" เตื่อยแจ๋กล่าว

ขณะเดียวกันในมหาสมุทรแอตแลนติก เฮอริเคนเอิร์ล ก็กำลังเคลื่อนตัวในรูปแบบคล้ายๆ กับไต้ฝุ่นกอมปาซูในแปซิฟิก และ พายุฟิออนาซึ่งก่อตัวขึ้นไล่เลี่ยกันก็กำลังเคลื่อนตามเฮอริเคนเอิร์ลไปในรูปแบบใกล้เคียงกัน นักพยากรณ์อากาศกล่าว.


ดูรูปแบบการเคลื่อนตัวของพายุโซนร้อนไลอ้อนร็อกแล้ว นักอุตุนิยมวิทยาในเวียดนามนอนไม่หลับ ธรรมชาติบังคับให้มันเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างซับซ้อนวกวน ก่อนจะตีวงโค้งไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ห่างจากชายแดนเวียดนามไม่เท่าไร พุธนี้เจ้าสิงโตหินก็จะขึ้นฝั่งมณฑลฟุเจี้ยน หากยังไม่ละลายเป็นดีเปรสชั้น หน่วยยกู้ภัยเวียดนามมีสิทธิ์เหงื่อท่วมอีกครั้ง


ปรากฏการณ์หายากในแปซิฟิกตะวันตกเฉียงเหนือ

2



ปีนี้พิเศษนักอุตุฯ ได้เห็นพายุเต้นร็อก ในช่วงวันสองวันมานี้ ไลอ้อนร็อกเคลื่อนตัวราวกับเต้นรำในทะเลจีนตะวันออกเฉียงเหนือ ราวกับว่า "เจ้าสิงโตหิน" เพลิดเพลินกับการเล่นน้ำ ก่อนจะพัดขึ้นฝั่งถล่มมวลมนุษย์ ในขณะที่มนุษย์เริ่มเดาใจธรรมชาติได้ยากขึ้นทุกวัน
3


4


5


6


7


8


จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

บทความที่ได้รับความนิยม

ขับเคลื่อนโดย Blogger.