โรงงานอลูมิเนียม เตาหลอมระเบิด

ตัวโรงงานพังยับ แฉเป็นโรงงานผลิต จำหน่ายอลูมิเนียม ขณะเกิดเหตุคนงานกำลังทำงานกันอยู่ จู่ๆ เกิดตูมสนั่นสูญหายอีก 1
วันนี้ (6 ต.ค.) พ.ต.ท.ประโมทย์ อักษรพันธุ์ สวส.สภ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร รับแจ้งเกิดเหตุเตาหลอมอลูมิเนียมระเบิด ที่บริษัทอลูทอป จำกัด ซึ่งประกอบกิจการผลิตและจำหน่ายอลูมิเนียม ตั้งอยู่เลขที่ 44 /2 หมู่ 5 ต.คลองมะเดื่อ อ.กระทุ่มแบน มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ จึงรุดไปตรวจสอบพร้อมมูลนิธิร่วมกตัญญู และศูนย์กู้ชีพรพ.กระทุ่มแบน กับรพ.ศรีวิชัย 3 ที่เกิดเหตุเป็นโรงงานขนาดใหญ่เนื้อที่ 5 ไร่ มีรั้วรอบขอบชิด จุดเกิดเหตุเป็นอาคารชั้นเดียวลักษณะคล้ายโกดังแบบปิด หลังคาสูงจากพื้นประมาณ 15 เมตร ปลูกสร้างไว้ด้านในสุดของโรงงาน จากการตรวจสอบพบเตาหลอมอลูมิเนียมขนาดใหญ่ 1 เครื่อง ที่ตั้งอยู่กลางอาคาร เกิดระเบิดทำให้ตัวเตาหลอมและแผ่นอลูมิเนียม รวมทั้งโครงสร้างอาคาร และหลังคากระเบื้องพังเสียหายไม่มีชิ้นดี โดยยังมีกลุ่มควันไฟพวยพุ่งอยู่ที่เตาหลอม เจ้าหน้าที่ไม่สามารถฉีดน้ำดับได้ เพราะเกรงว่าอาจทำให้เกิดระเบิดขึ้นอีกครั้ง ต้องปล่อยให้กลุ่มควันไฟเริ่มดับและสงบลงเอง
เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้ปิดกั้นพื้นที่ห้ามผู้ไม่เกี่ยวข้องเข้าไป และเข้าไปเคลียร์พื้นที่อย่างระมัดระวัง เนื่องเกรงว่าเศษกระเบื้องหลังคาที่ยังตกค้างอาจตกลงมาใส่จนเป็นอันตราย จากการเข้าเคลียร์พื้นที่อย่างละเอียด พบศพนายมังกร สิงห์โคตร อายุ 58 ปี คนงานของโรงงาน ถูกแผ่นเหล็กขนาดใหญ่ทับติดคาอยู่ใต้ซาก นอกจากนี้ มีคนงานได้รับบาดเจ็บอีก 5 ราย คือนายทองฤทธิ์ รักษาผล นายประดิษฐ์ ช่างยัน นายวิจิตร สีรักษา นายวีระศักดิ์ บุญสงบ และนายขำปาน ค่ำจันทร์ และมีคนงานสูญหายอีก 1 ราย คือนายสรายุทธ แบงขุนทด อายุ 21 ปี คาดว่าน่าจะเสียชีวิตแล้ว โดยถูกทับอยู่ในกองอลูมิเนียม หรือไม่ก็จมอยู่ในบ่อพักน้ำร้อน แต่เจ้าหน้าที่ยังหาร่างไม่พบ และไม่สามารถลงไปงมหาร่างได้ในบ่อได้เพราะบ่อทั้งลึกและร้อนจัด
ต่อมานายจุลภัทร แสงจันทร์ ผวจ.สมุทรสาคร พล.ต.ต.สมเกียรติ แสงสินศร ผบก.ภ.จว.สมุทรสาคร นายสมบูรณ์ บุญแสงทิพย์ นายอำเภอกระทุ่มแบน และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง เดินทางมาตรวจสอบที่เกิดเหตุ และจากการสอบถามนายแสง สุวจณกรณ์ อายุ 58 ปี เจ้าของบริษัทอลูทอป จำกัด เบื้องต้นทราบว่า จุดที่เกิดเหตุเป็นที่สำหรับหลอมอลูมิเนียม ขณะเกิดเหตุมีคนงานทำงานอยู่ 7-8 คน จู่ๆ เตาหลอมเกิดระเบิด โดยไม่ทราบสาเหตุ ปกติเตาหลอมเครื่องนี้ใช้เชื้อเพลิงเป็นน้ำมันเตา ซึ่งไม่น่าจะเกิดการระเบิดได้ อย่างไรก็ดี นายจุลภัทรได้ประกาศให้พื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่อันตราย ห้ามผู้ไม่เกี่ยวข้องเข้าไปโดยเด็ดขาด และสั่งการให้เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบเร่งสอบสวนหาสาเหตุ และค้นหาผู้สูญหาย.
โคลน สารเคมีพิษ ไหลท่วมฮังการี
วันนี้(6ต.ค.)ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ฮังการีประกาศภาวะฉุกเฉินในบางเขตเมื่อวันอังคารหลังจากเกิดอุบัติเหตุ จากสารเคมีครั้งร้ายแรงสุดในประเทศ เพราะกำแพงอ่างเก็บน้ำเสียของโรงงานผลิตอะลูมิเนียมแห่งหนึ่งในเมืองอัจคา ทางตะวันตกของฮังการี เกิดพังทลายเมื่อบ่ายวันจันทร์ ทำให้เกิดโคลนพิษปริมาณ 1 ล้านลูกบาศก์เมตร ไหลเข้าท่วมหมู่บ้าน 7 แห่ง ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 4 คน และ บาดเจ็บ 120 คน ซึ่งในจำนวนนี้
สาหัส 8 คน และสูญหาย 6 คน ทำให้คาดว่ายอดผู้เสียชีวิตจะเพิ่มสูงกว่านี้ เหตุที่เกิดขึ้นทิ้งร่องรอยความเสียหายต่อพืชผักทั้งหมดมากกว่าต้นไม้ และไหลเข้าท่วมบ้านเรือนทำให้ราษฎรที่ต้องอพยพหนีไม่รู้ว่าเมื่อไรจะกลับ เข้าบ้านได้ หลังจากกระแสโคลนสูง 2 เมตรทำให้รถยนต์พากันพลิกคว่ำ กวาดเอาทรัพย์สินต่างๆหายไป รวมทั้งทิ้งไว้ซึ่งความวิตกเกี่ยวกับปัญหาด้านมลภาวะ ที่กลัวกันว่าอาจจะไปถึงแม่น้ำดานูบ แม่น้ำสายใหญ่สุดอันดับ 2 ของยุโรป เพราะมีพื้นที่ได้รับผลกระทบกว้างถึง 40 ตารางกิโลเมตร และโคลนพิษบางส่วนได้รั่วไหลลงแม่น้ำมาร์คัล ซึ่งต่อเชื่อมกับแม่น้ำราบาและดานูบแล้ว คาดว่าจะไปถึงแม่น้ำดานูบภายใน 4-5 วันนี้

นายซานดอร์ ปินเตอร์ รัฐมนตรีมหาดไทยกล่าวว่า จนถึงปัจจุบัน ยังไม่มีภัยคุกคามต่อน้ำดื่มในแถบนั้น แต่ก็เตือนให้ประชาชนไม่ให้กินอาหารที่ผลิตในบ้านเรือนแถบนั้นในช่วงนี้ พร้อมเตือนว่าโคลนพิษอาจทำให้ผิวหนังไหม้และทำให้ตาบอดได้หากเข้าตา ขณะที่โซลตัน อิลเลส รัฐมนตรีสภาพแวดล้อม ผู้ไปตรวจพื้นที่เกิดเหตุเมื่อวันอังคาร บอกว่าเป็นหายนะภัยทางนิเวศน์วิทยา และเป็นอุบัติเหตุจากสารเคมีครั้งร้ายแรงสุดในประเทศ
ผู้ เสียชีวิตรวมทั้งเด็ก 2 คน วัย 1 ขวบกับ 3 ขวบ กับผู้ชายวัย 35 ปีที่รถพลิกคว่ำเพราะกระแสโคลนและสตรีชราผู้เสียชีวิตในบ้านของเธอ จากโคลนพิษสีแดงที่มีสภาพเป็นสารกัมมันตภาพรังสีเล็กน้อย มีฤทธิ์กัดกร่อนสูง และประกอบด้วยโลหะหนักเช่น ตะกั่ว แคดเมี่ยม สารหนู และโครเมี่ยม
people were killed and 120 were injured after the dam to a 'sludge reservoir' of an aluminium smelting factory burst and flooded three villages with toxic mud.
Among the dead was a three-month-old baby from the village of Kolontar, western Hungary, where a school was evacuatedm while more than 400 households were affected in the neighbouring village of Devecser.
Seven people are still missing and 90 people have so far been treated in hospital for chemical burns after the toxic flood surged through three villages.
See the video below ...

Saved: Residents are rescued by a digger in the village of Devecser, Hungary


Submerged: A firefighter pours mud put of his boot after wading through the flood of toxic red mud in Devecser

Toxic fumes: Rescue workers wear breathing apparatus and protective clothing as they begin the clean-up operation in Devecser

Damage: A resident stands in his flooded garden in the village of Kolontar
The National Disaster Unit was last night considering whether to totally evacuate the affected areas.
Gyorgy Bakos, a county disaster-control spokesman, said about 600,000-700,000 cubic metres of the poisonous sludge had spilled from the reservoir.
The chemical infused in the mud was alumina, used in the smelting of aluminium, and was highly caustic according to Hungarian news outlet www.naplo-online.hu.

Sludge dam: An aerial photo of the reservoir of red mud, which burst its walls

Still moving: A powerful river of poisonous red mud flows through Kolontar

Chemical suits: Soldiers don protective clothing before beginning a rescue operation in Devecser

Evacuated: An injured man arrives by helicopter at Budaoers airport after being airlifted from Devecser
The immense power of the foaming red-coloured river which gushed through the villages pushed cars out of its way, smashed through properties and left a watermark at head hight on some houses
Police have launched criminal investigations to clarify why the dam burst at the Ajkai Timfoldgyar Zrt plant, owned by MAL Zrt, in the region 100 miles west of Budapest.
No representatives of the factory or company were immediately available to comment.

In deep: This villager in Devecser wades through knee-high foaming red sludge but the water mark behind him shows how much worse situation had been

Red peril? A Devecser resident dares to venture out of her house that was damaged in the toxic flood

Transport disruption: The river of sludge was powerful enough to cause the collapse of this railway bridge

Traffic jammed: Cars hit by the river of toxic mud sit piled up at the roadside in Devecser

Clean-up: A Hungarian soldier hoses down the boots of a journalist sent to cover the story in Devecser

Lethal: A dead kitten lies in the toxic mud in the flooded village of Kolontar
Read more: http://www.dailymail.co.uk/news/article-1317829/Hungary-toxic-sludge-2-killed-mud-floods-factorys-dam-breaks.html#ixzz11XeWhzyo
“สมิทธ” ชี้ สึนามิ 2 เกิดแน่ แถมรุนแรงกว่าเดิม จี้ปรับปรุงระบบเตือนภัย
ดร.สมิทธ ธรรมสโรช อดีตผู้อำนวยการศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ กล่าวถึงกรณีที่ นายวารินทร์ บัววิรัตน์เลิศ โหรชื่อดัง จ.เชียงใหม่ ระบุว่า ภายในสิ้นปีนี้จะเกิดภัยพิบัติในพื้นที่ภาคใต้อีกครั้ง ว่า ตนยอมรับว่า มีโอกาสเกิดขึ้นได้จริง เพราะปัจจุบันมีหลายปัจจัยที่มีส่วนเกื้อหนุนกัน ทั้งนี้ ตนคงไม่อยู่ในสถานะที่จะแสดงความเห็นใดๆ ได้ เพราะขณะนี้ทางรัฐบาลเขาไม่ฟังสิ่งที่ตนออกมาพูด
ผู้สื่อข่าวถามว่า ประชาชนในพื้นที่จะมีวิธีป้องกันอย่างไร นายสมิทธ กล่าวว่า ในเดือนตุลาคมนี้ ประชาชนได้ขอให้ตนไปบรรยายในเรื่องดังกล่าวที่บ้านน้ำเค็ม อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา ซึ่งตนจะไปพูดในวันนั้น เมื่อถามว่า ในฐานะเป็นนักวิชาการเรื่องดังกล่าวจะมีวิธีป้องกันภัยพิบัติรอบ 2 อย่างไร นายสมิทธ กล่าวว่า ที่สำคัญ อยู่ที่ระบบสัญญาเตือนภัย ที่ต้องพัฒนาและปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพ
ต่อข้อถามว่า ภัยพิบัติที่จะเกิดจะมีความรุนแรงเพียงใด นายสมิทธ กล่าวว่า รุนแรงกว่ารอบแรกหลายเท่า แต่จะรุนแรงหรือสร้างความเสียหายเท่าไรนั้น ตนไม่สามารถคาดเดาได้ แต่คงไม่ต้องย้ายบ้านหนี เพื่อลดความเสียหาย หากระบบสัญญาณเตือนภัยมีประสิทธิภาพ
ดินทรุด ดอยแม่สลอง - เรื่องดินที่เข้าใจยาก
รายงานข่าวจาก จ.เชียงราย แจ้งว่า หลังเกิดฝนตกหนักในหลายพื้นที่ของ จ.เชียงราย ได้ส่งผลให้เกิดดินทรุดตัวในพื้นที่ดอยแม่สลอง เขตหมู่บ้านสันติคีรี หมู่ 1 ต.แม่สลองนอก อ.แม่ฟ้าหลวง แหล่งท่องเที่ยวชื่อดังของเชียงรายอีกแห่งหนึ่ง ที่เป็นพื้นที่เป้าหมายที่กลุ่มบริษัทสระบุรีถ่านหิน จำกัด ในเครืออิตัลไทย พยายามผลักดันให้รัฐบาลอนุมัติให้ลำเลียงถ่านหินลิกไนต์จากเหมืองเมืองก๊ก ประเทศพม่า ผ่านเข้ามาชายแดนด้านนี้ เพื่อขนส่งต่อไปที่สระบุรี
โดยการทรุดตัวของดินมีลักษณะเป็นทางยาวขนานไปกับถนนภายในหมู่บ้านเป็นระยะทางประมาณ 300 เมตร ส่งผลทำให้ชาวบ้านที่อยู่บริเวณดังกล่าวต่างตื่นตกใจ และออกมาดูรอยแตกร้าวของพื้นผิวถนนกันอย่างระมัดระวัง
ซึ่งผลจากการทรุดตัวของดินดังกล่าวได้ทำให้สิ่งปลูกสร้างที่อยู่บริเวณดังกล่าวได้รับความเสียหายหรือเสียการทรงตัวไป ขณะที่บ้านบางหลัง ก็เกิดการทรุดตัวลง หลังคาเอียงและกระจกแตกร้าว
ล่าสุดนายวุฒิพงษ์ สวรรค์โชติ นายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) แม่สลองนอก ได้ให้เจ้าหน้าที่ไปดูความเสียหายแล้ว ซึ่งพบว่า บ้านเรือนของประชาชนที่อยู่ใกล้กับจุดดินทรุดมากที่สุดจำนวน 8 หลัง จึงได้ให้ชาวบ้านขนข้าวของออกจากบ้านไปอาศัยอยู่กับญาติชั่วคราว เพราะอาจจะเกิดการทรุดตัว จนทำให้บ้านทรุดและก่อให้เกิดอันตรายได้ นอกจากนี้ยังมีโรงแรม 1 แห่งที่อยู่ในจุดเสี่ยง
จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้ตรวจดูสภาพของดินทรุดอย่างละเอียดพบว่ามีความลึกของร่องลึกตั้งแต่ 1 เมตรขึ้นไป และมีความกว้าง 10-20 ซ.ม.แล้วแต่ภูมิประเทศ เนื่องจากบนดอยแม่สลองตั้งอยู่บนสันเขาที่มีถนนและบ้านเรือนเรียงรายไปตลอดแนว
ขณะเดียวกันได้ประสานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะกรมทรัพยากรธรณี เนื่องจากเหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้ชาวบ้านเกรงว่าจะส่งผลกระทบต่อไปอีก และช่วงนี้ได้มีการนำป้าย "อันตรายห้ามเข้า" ไปติดยังจุดที่มีการทรุดตัวและแตกของดินหลายจุดเพื่อเตือนไม่ให้ประชาชนและรถที่สัญจรผ่านไปมาได้เข้าใกล้เพราะเกรงจะทรุดตัวลงไปอีก จนกว่าจะได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ที่จะเดินทางขึ้นไปตรวจสอบต่อไป
โรงงานมาบตาพุด ไม่ต่างกับ ป้ายโฆษณา ขนาดใหญ่ อนุมัติถูก กม. แต่เสี่ยงทรุดพัง ไม่แข็งแรง



ป้ายโฆษณาขนาดใหญ่
ถึงออกแบบก่อสร้างถูกต้องตามกฎหมายก็อาจล้มคว่ำได้!จาก http://www.thaiengineering.com/column/lesson_disaster/banner_fail/BILLBOARDS.asp
เมื่อประมาณ 2 เดือนก่อน ได้เกิดเหตุป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ สูง 47 เมตรที่บางนาหักโค่นลงมาทับอาคารบ้านเรือนในขณะที่เกิดพายุฝน จนเป็นเหตุให้เด็กหญิงวัย 7 ขวบคนหนึ่งได้รับบาดเจ็บสาหัสจนเสียชีวิตในเวลาต่อมา พ่อของเด็กหญิงผู้เคราะห์ร้ายได้กล่าวทั้งน้ำตากับผู้สื่อข่าวว่า ไม่เคยนึกว่าป้ายโฆษณานี้จะพังลงมา อยากให้กรณีนี้เป็นบทเรียนครั้งสุดท้ายที่จะกระตุ้นให้หน่วยงานที่รับผิดชอบเข้ามาตรวจสอบ ป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ที่มีอยู่เป็นจำนวนมากอย่างเอาจริงเอาจังเสียที เพราะมันเป็นอันตรายมาก จะได้ไม่ต้องมีใครมานั่งเสียใจแบบครอบครัวของตน
![]()
จากการสอบสวนภายหลังเกิดเหตุ ทำให้ทราบว่า ป้ายโฆษณานี้สร้างผิดไปจากแบบก่อสร้างที่ได้รับอนุญาตจาก กทม. เจ้าพนักงานสอบสวนจึงตั้งข้อหากับสถาปนิกและวิศวกรผู้ออกแบบและ วิศวกรผู้ควบคุมการก่อสร้างว่าไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่พึงกระทำ และกระทำการโดยประมาทจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นเสียชีวิต ต่อมา กทม. ได้จัดตั้งทีมงานพิเศษ 3 ชุดออกตรวจสอบป้ายโฆษณาทั่วทั้งกรุงเทพฯ เพื่อดูว่าป้ายใดบ้างที่สร้างผิดจากแบบที่ได้รับ อนุญาตหรือสร้างโดยไม่ได้ขออนุญาต รวมทั้งทำการตรวจสภาพโครงสร้างป้ายในเบื้องต้นเพื่อดูความมั่นคงแข็งแรง ภายหลังจากที่ได้ตรวจสอบป้ายโฆษณาจำนวน 1,059 ป้าย ภายในเวลาประมาณ 1 เดือน กทม.ก็รายงานว่ามีจำนวนถึง 327 ป้ายที่เข้าข่าย "ไม่ปลอดภัย" โดยที่ป้ายเหล่านี้เกือบทั้งหมดก่อสร้างโดยไม่ขออนุญาตหรือก่อสร้างผิดแบบ และมีป้ายบางส่วนที่มีสภาพไม่มั่นคงแข็งแรงหรือมีสภาพทรุดโทรมเพราะขาดการบำรุงรักษา กทม. จึงได้แจ้งให้เจ้าของป้ายดำเนินการแก้ไขปรับปรุงป้ายให้ถูกต้องโดยเร็ว มิฉะนั้นจะออกคำสั่งให้รื้อถอนป้ายเหล่านั้น
ดูเหมือนว่า ภายหลังจากเหตุการณ์ที่บางนา ปัญหาความเสี่ยงของป้ายโฆษณาขนาดใหญ่จะได้รับการแก้ไขไปในทางที่ดีขึ้น เพราะเจ้าหน้าที่บ้านเมืองให้ความสำคัญกับปัญหานี้และมีการดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง อย่างไรก็ดี มีประเด็นสำคัญประเด็นหนึ่งที่ถูกมองข้ามไป นั่นคือ ทุกคนดูเหมือนจะเชื่อว่า ป้ายโฆษณาเหล่านี้ถ้าได้รับการออกแบบอย่างถูกต้องตามมาตรฐานที่กำหนด ไว้ในกฎหมายและก่อสร้างอย่างถูกต้องตามแบบแล้ว ป้ายจะมั่นคงแข็งแรง จะไม่พังทลายล้มคว่ำลงมาเหมือนเหตุการณ์ที่บางนา ดังนั้นป้ายโฆษณาที่ล้มคว่ำพังทลายเสียหายเมื่อเกิดพายุฝนหรือลมแรงจะ ต้องมีการออกแบบก่อสร้างที่ต่ำกว่ามาตรฐานอย่างแน่นอน!
ความเชื่อดังกล่าวนี้ถูกต้องหรือไม่? มาตรฐานการออกแบบป้ายโฆษณาของเราดีอยู่แล้วจริงหรือ? คำถามนี้เป็นคำถามที่สำคัญ เพราะถ้ามาตรฐานของเรายังไม่ดีเพียงพอ ป้ายโฆษณาที่ออกแบบก่อสร้างอย่างถูกต้องตามกฎหมายก็อาจล้มคว่ำได้ และการที่ กทม. พยายามเร่งรัดเจ้าของป้ายที่ผิดกฎหมายให้ปรับปรุงป้ายให้เป็นไปตามมาตรฐาน ที่กฎหมายกำหนดก็อาจไม่เพียงพอที่จะทำให้ป้ายเหล่านั้นปลอดภัย
เพื่อตอบคำถามนี้ ในขั้นแรก เราจำเป็นต้องเข้าใจวิธีการออกแบบโครงสร้างป้ายโดยสังเขปเสียก่อน ป้ายโฆษณาทั่วไปมักมีลักษณะเป็นเสาเหล็กตั้งขึ้นมาจากพื้นดินหรือจากชั้นดาดฟ้าของอาคาร มีแผ่นป้ายขนาดใหญ่ติดตั้งอยู่บนเสาซึ่งเป็นส่วนที่มีพื้นที่กว้างสามารถรับแรงปะทะของลมได้มาก ดังนั้น "แรงลม" จึงเป็นปัจจัยที่สำคัญในการออกแบบโครงสร้างป้าย วิศวกรผู้ออกแบบจำเป็นต้องออกแบบโครงสร้างป้ายให้สามารถต้านทานแรงลม ที่สูงที่สุดที่จะเกิดขึ้นกับป้ายได้อย่างปลอดภัย เพื่อการนี้ กฎกระทรวงฉบับที่ 6 (พ.ศ. 2527) ออกตามความใน พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 รวมทั้งข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่องควบคุมการก่อสร้างอาคาร พ.ศ. 2522 ได้อนุญาตให้วิศวกรใช้หน่วยแรงลมดังต่อไปนี้ในการคำนวณหา "แรงลมสูงสุด":
พื้นที่รับแรงปะทะลมที่สูงจากพื้นดินไม่เกิน 10 เมตร มีหน่วยแรงลม 50 กก./ตร.ม
พื้นที่รับแรงปะทะลมที่สูงกว่า 10 เมตร แต่ไม่เกิน 20 เมตร มีหน่วยแรงลม 80 กก./ตร.ม
พื้นที่รับแรงปะทะลมที่สูงกว่า 20 เมตร แต่ไม่เกิน 40 เมตร มีหน่วยแรงลม 120 กก./ตร.ม
พื้นที่รับแรงปะทะลมที่สูงกว่า 40 เมตร มีหน่วยแรงลม 160 กก./ตร.ม
หน่วยแรงลมเหล่านี้ คือค่าแรงลมสูงสุดต่อพื้นที่ 1 ตารางเมตรของแผ่นป้าย
ในสภาพความเป็นจริง แรงลมสูงสุดที่เกิดกับป้ายอาจมีค่าแตกต่างจากค่าที่กฎหมายกำหนด ถ้ามีค่าน้อยกว่า ป้ายก็ควรจะตั้งอยู่ได้อย่างปลอดภัย หรือแม้แต่ในกรณีที่มีค่ามากกว่าที่กฎหมายกำหนดเล็กน้อย ป้ายก็ควรจะสามารถทนได้ เพราะมาตรฐานทางวิศวกรรมได้กำหนดให้มีการออกแบบเผื่อไว้สำหรับความไม่แน่นอน ของแรงและความไม่แน่นอนกำลังของวัสดุโครงสร้างในระดับหนึ่ง แต่ถ้าแรงลมสูงสุดมีค่าเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดไปมาก โครงสร้างป้ายก็อาจทนไม่ไหวจนทำให้เกิดความเสียหาย
ดังนั้น คำถามจึงอยู่ที่ว่า แรงลมสูงสุดที่จะเกิดกับป้ายในสภาพจริงมีค่าเท่าไหร่? เราสามารถคำนวณค่าแรงลมสูงสุดนี้ได้ด้วยหลักวิชา Aerodynamics ถ้าเราทราบค่า "ความเร็วลมสูงสุด" ณ บริเวณที่ตั้งป้าย ในกรณีของประเทศไทย กรมอุตุนิยมวิทยาได้ติดตั้งสถานีตรวจอากาศเป็นจำนวนมากกระจายอยู่ในหลายจังหวัดทั่วทั้งประเทศ สถานีเหล่านี้มีอุปกรณ์วัดความเร็วลมติดตั้งอยู่เหนือพื้นดินประมาณ 10 เมตรขึ้นไป จึงทำให้เรามีการจดบันทึกค่า "ความเร็วลมสูงสุด" ที่เกิดขึ้นในจังหวัดต่างๆ อย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลานานถึงประมาณ 40-50 ปีแล้ว ตัวอย่างค่าความเร็วลมสูงสุด และค่าหน่วยแรงลมสูงสุดที่คำนวณได้ แสดงไว้ในตารางดังต่อไปนี
สถานีตรวจอากาศ | ความสูง* (เมตร) | ความเร็วลมสูงสุด (กม. ต่อชั่วโมง) | หน่วยแรงลมสูงสุด** (กก. ต่อ ตร.ม.) |
| กรุงเทพฯ (เอกมัย) | 33 | 148 | 152 |
| กรุงเทพฯ (ดอนเมือง) | 19 | 157 | 172 |
| ชลบุรี | 14 | 167 | 193 |
| สัตหีบ | 10 | 135 | 127 |
| ปราจีนบุรี | 11 | 130 | 117 |
| แม่ฮ่องสอน | 10 | 150 | 156 |
| แพร่ | 12 | 126 | 110 |
| พิษณุโลก | 13 | 124 | 107 |
| อุดรธานี | 13 | 130 | 117 |
| มุกดาหาร | 11 | 148 | 152 |
| อุบลราชธานี | 25 | 148 | 152 |
| นครสวรรค์ | 14 | 130 | 117 |
| นครศรีธรรมราช | 15 | 148 | 152 |
| สงขลา | 18 | 141 | 138 |
* ความสูงของตำแหน่งอุปกรณ์วัดลมเหนือพื้นดิน
** คำนวณโดยใช้ความหนาแน่นของอากาศเท่ากับ 1.22 กก. ต่อ ลบ.ม. และค่า Aerodynamic Drag Coefficient เท่ากับ 1.45 จากบทความเรื่อง "Wind loads on rectangular signboards and hoardings" เขียนโดย Dr. C.W. Letchford ลงพิมพ์ใน Journal of Wind Engineering and Industrial Aerodynamics ฉบับที่ 89 ค.ศ. 2001
จากตารางจะเห็นได้ว่า หน่วยแรงลมสูงสุดในสภาพจริงมีค่าสูงมากตั้งแต่ 107 จนถึง 193 กก. ต่อ ตร.ม. ในขณะที่ป้ายขนาดใหญ่โดยทั่วไปซึ่งมีความสูงตั้งแต่ 10 เมตร จนถึงประมาณ 40 เมตร ถูกออกแบบให้รับหน่วยแรงลมเพียง 80 หรือ 120 กก. ต่อ ตร.ม. ดังนั้น ถึงแม้ว่าการออกแบบตามมาตรฐานจะมีการเผื่อความไม่แน่นอนของแรงไว้แล้ว ในระดับหนึ่งก็อาจไม่เพียงพอ ที่จะทำให้โครงสร้างป้ายปลอดภัยเมื่อเผชิญกับหน่วยแรงลมสูงสุดในสภาพจริง
นอกจากนี้ หน่วยแรงลมที่เกิดขึ้นในสภาพจริงมักไม่ได้มีค่าที่สม่ำเสมอทั่วทั้งป้าย กล่าวคือ ในกรณีที่ลมมิได้พัดเข้าปะทะป้ายตรงๆ แต่ทำมุมเฉียง หน่วยแรงลมบนพื้นที่ใกล้ขอบด้านหนึ่งของป้ายจะมีค่าสูงกว่าพื้นที่ตอนกลางและพื้นที่ใกล้ขอบอีกด้านหนึ่ง (ค่าหน่วยแรงลมที่แสดงในตารางเป็น ค่าเฉลี่ย ของหน่วยแรงลมที่ไม่สม่ำเสมอนี้) ความไม่สม่ำเสมอของหน่วยแรงลมนี้อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อโครงสร้างป้ายได้ ตัวอย่างเช่น ป้ายที่มีรูปร่างเป็นกระดานสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีเสา 2 ต้น ยึดอยู่ที่ขอบ 2 ข้างของกระดานป้าย ถ้าหน่วยแรงลมมีค่าสม่ำเสมอทั่วทั้งกระดานป้าย เสาทั้ง 2 ต้นจะช่วยแบกรับแรงลมในระดับเท่าๆกัน คือ ต้นละประมาณ 50% ของแรงทั้งหมด แต่ในสภาพจริงหน่วยแรงลมที่ไม่สม่ำเสมออาจทำให้เสาต้นหนึ่งต้องแบกรับแรงมากเป็นพิเศษถึงประมาณ 75% ของแรงทั้งหมด ในขณะที่เสาอีกต้นแบกรับเพียง 25% เท่านั้น ดังนั้น ถ้าวิศวกรมิได้ออกแบบโครงสร้างให้เตรียมรับสถานการณ์นี้ เสาต้นที่แบกรับแรงมากเป็นพิเศษก็อาจเสียหายได้
มาตรฐานใหม่ๆที่เกี่ยวข้องกับการออกแบบโครงสร้างป้ายโฆษณาในต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา หรือ ออสเตรเลีย มีข้อกำหนดชัดเจนที่ทำให้วิศวกรผู้ออกแบบต้องคำนึงถึงสถานการณ์ที่หน่วยแรงลมมีค่าไม่สม่ำเสมอ แต่มาตรฐานของประเทศไทยเรายังไม่มีข้อกำหนดในลักษณะนี้
ด้วยข้อมูลและเหตุผลที่กล่าวมานี้ คงเพียงพอที่จะชี้ให้เห็นว่า ป้ายโฆษณาที่ได้รับการออกแบบอย่างถูกต้อง ตามมาตรฐานและข้อกำหนดในกฏหมายของเรา รวมทั้งได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องจากหน่วยงานที่รับผิดชอบ ก็อาจพังทลายล้มคว่ำลงมาได้ถ้าเกิดมีลมพายุที่รุนแรงในระดับที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีต ความเสี่ยงจะยิ่งเพิ่มสูงขึ้นถ้าคุณภาพของการออกแบบก่อสร้างป้ายนั้นต่ำกว่ามาตรฐาน
นอกจากนี้ ข้อมูลที่ได้จากสถานีตรวจอากาศ ดูเหมือนจะชี้ว่า ความเร็วลมสูงสุดที่วัดได้ในหลายจังหวัด ทั่วทั้งประเทศนั้นเกือบทั้งหมดเกิดจากพายุฝนฟ้าคะนอง (Thunderstorm) มิได้เกิดจากลมมรสุมตามฤดูกาล หรือ พายุหมุนเขตร้อน (เช่น พายุดีเปรสชั่น พายุโซนร้อน หรือพายุไต้ฝุ่น) พายุฝนฟ้าคะนองนี้จัดเป็นพายุขนาดย่อมที่ทำให้เกิดสภาพลมแรงในพื้นที่เพียงไม่กี่ตารางกิโลเมตร ในช่วงเวลาสั้นๆประมาณ 5 ถึง 30 นาที ในเขตกรุงเทพมหานครมีพายุประเภทนี้เกิดขึ้นหลายครั้งในแต่ละปี โดยเฉพาะในช่วงเดือน เมษายน-พฤษภาคม และในช่วงเดือน กันยายน-ตุลาคม-พฤศจิกายน แต่ส่วนใหญ่จะเป็นพายุลูกเล็กที่ไม่ทำให้เกิดลมแรงนัก พายุลูกใหญ่หน่อยที่ทำให้เกิดลมแรงมากๆนั้นเกิดขึ้นไม่บ่อยนัก แต่เมื่อเกิดขึ้นครั้งใด ก็มักสร้างความเสียหายแก่อาคารบ้านเรือน รวมทั้งป้ายโฆษณาในบริเวณนั้นๆ
ด้วยเหตุนี้ ถึงแม้ว่าเราจะมีป้ายที่ไม่ปลอดภัยอยู่เป็นจำนวนมาก ป้ายเหล่านั้นก็อาจตั้งอยู่ได้หลายปี ตราบใดที่ยังไม่เกิดพายุฝนฟ้าคะนองที่รุนแรงในบริเวณที่ตั้งป้าย ดังนั้น การที่ป้ายตั้งมานานแล้วโดยยังไม่เกิดความเสียหายใดๆจึงไม่ได้เป็นข้อพิสูจน์ว่าป้ายนั้นมั่นคงแข็งแรง
สิ่งที่เราควรรีบทำในขณะนี้คงมี 2 เรื่องใหญ่ๆ เรื่องแรกคือ เราต้องปรับปรุงมาตรฐานการออกแบบก่อสร้างป้ายโฆษณา ให้ดีขึ้นจนเพียงพอที่จะเป็นหลักประกันความปลอดภัยให้ได้ งานนี้คงต้องระดมสมองจากนักวิชาการ วิศวกรผู้ออกแบบในภาคปฏิบัติและเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาช่วยกันทำอย่างเร่งด่วน เรื่องที่ 2 คือ ป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ทุกป้ายที่ตั้งอยู่ใกล้อาคารบ้านเรือนไม่ว่าจะก่อสร้างอย่างถูกกฎหมายหรือไม่ ควรจะต้องถูกตรวจสอบอย่างละเอียดตามมาตรฐานใหม่ว่ามีความมั่นคงแข็งแรงเพียงพอหรือไม่ ถ้ายังไม่เพียงพอก็ต้องเสริมความแข็งแรง หรือมิฉะนั้นก็ต้องรื้อถอนออกไป
ถ้าทำได้ดังเช่นที่กล่าวมานี้ ประชาชนเป็นจำนวนมากที่อาศัยอยู่ใกล้ป้ายโฆษณาขนาดใหญ่คงนอนหลับ ได้อย่างสบายไม่ต้องมาเฝ้าผวาเป็นกังวลทุกครั้งที่เกิดพายุฝนฟ้าคะนองผู้เขียน :
ดร. เป็นหนึ่ง วานิชชัย pennung@ait.ac.th
เป็นรองศาสตราจารย์ด้านวิศวกรรมโครงสร้าง ของสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเซีย (AIT) และ เป็นประธานคณะอนุกรรมการด้านผลกระทบจากแผ่นดินไหวและแรงลม ของสมาคมวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ (ว.ส.ท.)
ระทึก! ทาวน์เฮาส์ทรัพย์ยั่งยืนเมืองปากน้ำทรุด 16 หลัง - ถ้าโรงงานก๊าซ ทรุดพังล่ะ
วันนี้(11 ก.ย.) เวลา 07.00 น. ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งว่า มีทาวน์เฮาส์แฝด 16 หลังในหมู่บ้านทรัพย์ยั่งยืน ต.บางเมืองใหม่ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ ทรุดตัวลง จึงรุดไปตรวจสอบ
ที่เกิดเหตุ อยู่ภายในซอย 22 และ24 ของหมู่บ้านดังกล่าว สร้างเป็นทาวน์เฮาวส์แฝด 8 หลัง ลักษณะ หันหลังชนกัน รวม 16 หลัง พบชาวบ้านกำลังขนของออกจากบ้านกันอย่างอลหม่าน เนื่องจากเกรงว่าไม่ปลอดภัย พบบริเวณโดยรอบของทุกบ้าน ได้รับความเสียหายอย่างมาก บางหลังฝาผนังกำแพงบ้านเป็นรอยทะลุโบ๋ พื้นบ้านแต่ละหลังได้ทรุดตัวลงจนเกิดรอยร้าว ยาวตลอดทั้งแถบ ได้รับความเสียหายอย่างหนัก
จากการสอบถามนายธวัชชัย ฤทธิ์มนตรี เจ้าของบ้านเลขที่ 8/292 ม.6 ทราบว่า เมื่อเวลาประมาณ 21.00 น.ของวันที่ 9 กันยายน 53 ขณะที่ตนกำลังพักผ่อนอยู่ที่บ้าน ก็ได้ยินเสียงเหมือนปูนลั่น ซึ่งขณะนั้นภรรยาของตนกำลังล้างจานอยู่ในครัว ก็ได้เดินสำรวจดู พบว่าบ้านมีรอยร้าวและทรุดตัวเล็กน้อย ก็ยังไม่ได้ตกใจอะไร เพราะถือว่าเป็นเรื่องปกติ แต่พอตื่นมาช่วงเช้าพบว่ารอยร้าวที่มีเพิ่มขึ้นอีกทั้งยังมีเศษปูนร่วงลงเป็นระยะ และพื้นบ้านก็ได้ทรุดลงไปประมาณ 1 ฟุตจนเอียงไปข้างหนึ่ง โดยเฉพาะภายในครัวจะเห็นรอยร้าวได้อย่างชัดเจน ส่วนบริเวณพื้นหน้าบ้านที่ปูด้วยกระเบื้องก็ทรุดลงจนแตกละเอียด ทั้งตนและเพื่อนบ้านจึงได้รีบขนย้ายของออกจากบ้านโดยเร็ว เพราะไม่มั่นใจในความปลอดภัย ซึ่งบ้านอาจจะทรุดตัวมาอีกก็ได้ โดยบ้านหลังดังกล่าวได้ซื้อมา 3 ปีในราคาประมาณ 1 ล้านบาท ซึ่งก็ยังเหลือเวลาผ่อนอีก 29 ปี หลังจากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าตนและเพื่อบ้านจะได้เดินทางเข้าแจ้งความไว้ที่สภ.เมืองสมุทรปราการ
ทางด้านนายประทีป ยั่งยืน นายกเทศมนตรีตำบลบางเมือง เปิดเผยภายหลังเข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่ามีชาวบ้านได้รับความเดือนร้อนทั้ง 16 หลังคาเรือน โดยชาวบ้านที่อยู่ในซอย 24 จะเดือนร้อนมากที่สุด โดยเฉพาะบ้านเลขที่ 8/292 ที่พบรอยร้าวเกือบทั้งหลัง ส่วนการช่วยเหลือเบื้องต้นนั้นทางเทศบาลจะนำเต้นท์มากางเพื่ออำนวยความสะดวกให้ชาวบ้านก่อน และจะกันบริเวณดังกล่าวโดยจะนำเชือกมากั้นและติดประกาศไว้ ห้ามมิให้ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้อง เข้ามาในพื้นที่ เพราะตัวอาคารของบ้าน อาจเกิดการทรุดตัวลงมามากกว่าเดิม อย่างไรก็ตามจะได้ส่งเจ้าหน้าที่ฝ่ายโยธาเข้ามาตรวจสอบอย่างระเอียดอีกครั้ง พร้อมจะเรียกเจ้าของโครงการเข้ามาตรวจแบบว่าได้ก่อสร้างตรงกับที่อนุญาตไว้หรือไม่
ด้านนายพีรพล ยังขาว หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จังหวัดสมุทรปราการ กล่าวว่า สาเหตุของการทรุดตัว ของบ้าน อาจจะเกิดจากแผ่นดินยุบตัวลง เนื่องจากเดิมพื้นที่ที่ใช้สร้างหมู่บ้านนั้นเดิมเป็นบ่อปลา ขณะนี้ได้ประสานไปยังสำนักโยธาธิการและผังเมืองให้เข้ามาตรวจสอบแล้ว ส่วนด้านการช่วยเหลือต่างๆนั้นจะเป็นหน้าที่ของเทศบาลเป็นผู้ดูและประสานไปยังเจ้าของโครงการ
ด้านนายสุรชัย ขันอาสา ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ กล่าวว่า ในเบื้องต้นผู้ที่ได้รับความเดือดร้อน จากบ้านทรุดตัว ทางเทศบาลได้เตรียมสถานที่ โดยใช้หอประชุมเป็นที่พักชั่วคราว พร้อมกับเก็บสิ่งของ บางส่วนก็จะตั้งเต้นท์ไว้ให้ที่หน้าบ้าน เพื่อให้ชาวบ้าน นำสิ่งของที่ขนออกมาเก็บไว้ในเต้นท์เป็นการชั่วคราว จากการสอบถามพบว่า ชาวบ้านดังกล่าวยังซื้อไม่ถึง 5 ปี อย่างไรก็ตามเจ้าของโครงการจะต้องแสดงความรับผิดชอบกับความเสียหายที่เกิดขึ้นในครั้งนี้
ต่อมาเมื่อเวลา 08.00 น. ชาวบ้านจำนวน10 คน ได้เข้าแจ้งความกับ พ.ต.ท.สมปอง ศรีเพ็ชร สารวัตรเวร สภ.เมืองสมุทรปราการ ว่า ทาวเฮ้าส์หมู่บ้าน ทรัพย์ยั่งยืน ม.6 ต.บางเมืองใหม่ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ มีนายไสว เกตุแก้ว เป็นเจ้าของโครงการ โดยบ้านที่พวกตนอาศัยอยู่ได้เกิดทรุดตัวเสียหายนับสิบหลัง โดยมีผู้เข้าแจ้งความประกอบด้วย 1.นางกัญญาภัค โคตรพัฒน์ อายุ 38 ปี อยู่บ้านเลขที่ 8 / 285 2.นายวันชัย สร้อยสังวาล อายุ 48 ปี อยู่บ้านเลขที่ 8 / 289 3. น.ส.บุณยานุช ศรีสิงห์ อายุ 39 ปี อยู่บ้านเลขที่ 8 / 291 4.น.ส.ดาหวัน จันทร์แก้ว อายุ 33 ปี อยู่บ้านเลขที่ 288 5.นางชนาการต์ ฤทธิ์มนตรี อายุ 45 ปี อยู่บ้านเลขที่ 8 /292 6.นางนงลักษณ์ อินทร์ทอง อายุ 40 ปี อยู่บ้านเลขที่ 8 /286 7. นางโกสุม นันทพงศ์สง่า อายุ 40 ปี อยู่บ้านเลขที่ 8 /287 8.นางนนทชา เศรษฐภัทรกุล อายุ 35 ปี อยู่บ้านเลขที่ 8 /290 9. นายชัยวิวัฒน์ ปานมาก อายุ 44 ปี 8 /266 10. น.ส.รุ่งนภา รุ่งรอด อายุ 35 ปี อยู่บ้านเลขที่ 8 /264 ทั้งหมดอยู่หมู่บ้านทรัพย์ยั่งยืน ม.6 ต.บางเมืองใหม่
โดยทั้งหมดได้ให้การตรงกันว่า เมื่อคืนที่ผ่านมาเวลาประมาณ 21.30 - 05.00 น ขณะที่พวกตนอาศัยอยู่ในบ้าน อยู่ๆก็มีเกิดเสียงดังสนั่น ตั้งแต่หลังคา ฝ้าเพดาน ผนังห้อง พื้นห้อง ทรุดตัวแตกร้าวตามจุดต่างๆ ทุกหลังได้รับความเสียหาย ด้วยความตกใจต่างคนต่างวิ่งออกจากบ้าน หนีตายเกรงความไม่ปลอดภัย บางคนก็รีบขนย้ายข้าวของออกมา โดยได้แจ้งความไว้เป็นหลักฐาน เพื่อต้องการให้เจ้าของโครงการแสดงความรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหาย
ท่อก๊าซระเบิด ในแคลิฟอร์เนีย อเมริกา 10 ก.ย. 53 สัญญาณร้ายมาเตือนอีกครั้ง!

เหตุระเบิดในย่านซานบรูโน นครซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย เนื่องจากท่อแก๊สธรรมชาติระเบิด ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 1 คน ขณะที่บ้านเรือนประชาชนอย่างน้อย 53 หลังถูกเพลิงไหม้ และบ้านอีก 120 หลังได้รับความเสียหาย นอกจากนี้ยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บจากแผลไฟไหม้ราว 20 คน ส่วนใหญ่อาการสาหัส
ซึ่งบริษัทแปซิฟิกแก๊สแอนด์อิเล็กทริค เจ้าของท่อแก๊ส ต้นเหตุหายนะภัยครั้งนี้ แถลงผ่านจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ว่า จะรับผิดชอบต่อความเสียหายทั้งหมด หากตรวจสอบและได้ข้อสรุปแล้วว่า เหตุครั้งนี้เป็นความผิดของบริษัท
SAN FRANCISCO (Reuters) – A fiery natural gas explosion ripped through a residential neighborhood in a San Francisco suburb on Thursday, ravaging some 50 homes and killing at least one person, officials said.
As many as 22 people were injured by the blast and flames in San Bruno, a few miles from the San Francisco International Airport, and were taken to local hospitals and burn treatment centers. The local coroner's office reported one fatality.
"We have confirmed 53 structures have been severely damaged, 120 more have fire damage," San Bruno Fire Department Chief Dennis Haag told a news conference.
Most of the burned buildings were homes in the densely populated residential area, officials said.
Television footage showed a massive fireball and flames shooting skywards. Area residents said they first thought the blast's loud boom was the result of an earthquake or an airplane crash.
The gas line belongs to the northern California utility Pacific Gas & Electric Co, the company said in a statement.
"Though a cause has yet to be determined, we know that a PG&E gas transmission line was ruptured. If it is ultimately determined that we were responsible for the cause of the incident, we will take accountability," the statement said.
The explosion of the high-pressure gas line came at rush hour around 6 p.m. local time (0100 GMT on Friday) and flames spread quickly due to high winds.
Television footage showed a massive fireball and flames shooting skywards. Area residents said they first thought the blast's loud boom was the result of an earthquake or an airplane crash.
Water-dropping aircraft assisted 150 to 200 firefighters on the ground, whose work was made more difficult by the intense heat and broken water lines.
"The fire is being contained at this point ... it is around 50 percent contained," Haag said.
About 100 people were spending the night at an evacuation center, he said.
California Lieutenant Governor Abel Maldonado, serving as acting governor while Arnold Schwarzenegger is on a trade mission to Asia, declared a state of emergency to free up state assistance for local government.
(Editing by Mary Milliken and Eric Walsh)
จำนวนการดูหน้าเว็บรวม
บทความที่ได้รับความนิยม
-
Fire Explosion in Thai Oil Safety Lesson Learned: Fire Explosion in Thai Oil Location of Incident: Thailand ไฟไหม้ถังเก็บน้ำมันไทยออยส์ ปี 1...
-
องค์การสหประชาชาติ (United Nations) ได้กำหนดให้วันที่ 5 มิถุนายน ของทุกปีเป็นวันสิ่งแวดล้อมโลกโดยมีวัตถุประสงค์ในการรณรงค์และรักษาสิ่งแวดล้อ...
-
รองนายกฯใหม่ เปิดไอเดียสร้างเศรษฐกิจระยะยาว 1 ล้านล้านบาท ใน 30 ปี ข้างหน้า เปิดนโยบายปลุกผี "เซาเทิร์นซีบอร์ด-แลนด์บริดจ์" ระบุมี...

